“มุริด” ครวญ!สังคมมุสลิมยุค”ตราหน้า” ไม่ใช่พวกมองแต่อคติ

290

“โปรดเรียกฉันด้วยนาม….มุสลิม….แค่นั้น”

เรามาอยู่ในยุคที่ปั้นแต่งชื่อว่าอะไรก็ช่าง (ยุค 4.0) ทว่าดูเหมือนยุคของเราคือยุคที่มีความเห็นแก่ตัว แก่พวกพ้อง แก่กลุ่ม หรือสถาบันของตนอยู่มาก ไม่เปิดใจกว้างน้อมรับความต่าง หรือความดีในด้านอื่นๆ ที่มีอยู่มากมายของผู้อื่น ทว่าเพียงเพราะเค้าไม่ใช่พวกของเรา หรือไม่ใช่กลุ่มของเราเท่านั้น

วันนี้เราให้คำนิยามแก่กลุ่ม หรือบุคคลจนทำให้พวกเราต้องหมางเมินกันอย่างเด่นชัดที่สุด เพียงเพราะเราแปะป้ายให้แก่บุคคลนั้นๆ หรือกลุ่มนั้นว่าเป็นนั่นเป็นนี่ แล้วให้เหตุผลที่จะไม่สังฆกรรมร่วมกับเค้า หรือพวกเค้า เช่น แปะป้ายว่า มุสลิมคณะใหม่-คณะเก่า มุสลิมวะฮะบีย์ มุสลิมสะลัฟ มุสลิมอิควาน มุสลิมอะชาอิเราะฮฺ เป็นต้น

พอเราแปะป้ายคำลงท้ายมุสลิมว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราก็เริ่มจะมองเค้าว่าต้องเป็นแบบที่เราคิดไปตลอด ด้านลบที่เราถูกปลูกฝังมาจากความอคติว่าเค้าต้องเป็นแบบนั้นอย่างเดียว ดีไม่ได้ หรือไม่มีความดีเลยจนวันตาย สุดท้ายเราก็มีอคติกับเค้า ก่นด่า ปฏิเสธและออกห่างที่จะสังฆกรรมร่วม ทั้งๆ ลางทีเค้าอาจจะมีความดีที่มากกว่าที่เราเห็น หรือมีการงานที่บริสุทธิ์ใจ เป็นที่รักยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺก็เป็นได้

ครั้นเราแปะป้ายไปแบบนั้นแล้ว ความรัก ความยุติธรรมก็ไม่เกิดขึ้นในใจเรา อันที่จริงก็ไม่ต่างจากพวกพม่าที่สังหารโหดพี่น้องชาวโรฮิงยา ที่พวกเค้าแปะป้ายชาวโรฮิงยาว่าไม่ใช่ชาวพม่า และไม่ใช่พวกเดียวกับตน จึงต้องขับไล่ หากไม่อพยพก็ต้องสังหารทิ้ง และต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ด้วยเหตุนี้แล มุสลิมในยุคปัจจุบันจึงไม่รักกัน และไม่สามารถรวมเป็นหนึ่ง เพียงเพราะเรากันเองที่ต่อท้ายมุสลิมด้วยนามต่างๆ เพื่อให้มีความชอบธรรมที่จะแปะป้ายเป็นเครื่องหมายการค้าให้ต้องอยู่กันคนละพวก คนละกลุ่ม แล้วใช้วาทะกรรมเชือดเฉือนอีกฝ่ายอย่างสะใจ

เราอ่านอัลกุรฺอ่านมาก็เยอะ อ่านหะดีษก็มาก ไม่พบว่าท่านนบีต่อท้ายนาม “มุสลิม” ว่าอะไรอีก มีแต่จะเรียกความสำคัญของแต่ละยุคให้เห็นเป็นลำดับ เช่น เศาะหาบะฮฺ ถัดมาก็ตาบิอีน ตาบิอิตตาบิอีน เป็นลำดับ หรือเรียกว่ายุค 300 ปีแรกเรียกว่ายุคที่ดีที่สุด (ยุคสะลัฟ)

หะดีษนบีว่า “الْمُسْلِمُ أَخُو الْمُسْلِمِ” ความว่า “มุสลิม คือพี่น้องมุสลิมด้วยกัน” นบีไม่ได้ต่อท้ายอะไรต่อจากคำว่ามุสลิมเลย ถ้าเค้าเป็นมุสลิม เค้าคือพี่น้องเรา ถ้าเค้าไม่ถึงขั้นตกมุรฺตัดแล้วละก็ เค้าคือพี่น้องเรา แม้ว่าในปัจจุบันเราจะต่อท้ายคำอะไรก็ตาม ถ้าเค้าไม่ถึงขั้นตกมุรฺตัด เค้าคือพี่น้องเรา
คำว่า “พี่น้องมุสลิม” ท่านนบีเรียกร้องมาทั้งชีวิต สร้างประชาชาติของท่านให้กลมเกลียวด้วยอิสลาม สร้างให้มุสลิมรักกัน เป็นญะมาอะฮฺ ให้มุสลิมเข้มแข็งเพื่อทำให้กะลิมะฮฺของอัลลอฮฺนั้นสูงส่งยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น

ส่วนพี่น้องมุสลิม (ย้ำว่ามุสลิมนะ) เราทำผิด ศาสนาสั่งใช้ให้ตักเตือน ไม่ใช่ด่าเค้า ประจานเค้า (ลงเฟส หรือตามร้านน้ำชา) เตือนแล้วเค้ายังไม่เปลี่ยน เราก็ได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว….แค่นั้น จากนั้นก็ขอดุอาอ์ให้เค้า เราทำหน้าที่ของเราเป็นพอ ส่วนเรื่องความเป็นพี่น้องมุสลิมยังคงอยู่มิใช่หรือ ยังไงเค้าก็เป็นมุสลิมที่สุดท้ายเค้าก็ได้รับสวรรค์เหมือนกัน

ยังจำได้ไหม ในวันกิยามะฮฺเค้าวัดตราชั่งความดีความชั่ว หากความดีหนักกว่า เค้าได้เข้าสวรรค์ ฉะนั้นหากเค้ามีความดีอื่นๆ ที่เราไม่เห็นอาจทำให้เค้าเข้าสวรรค์โดยไม่ได้รับโทษในนรกใดๆ เลยก็ได้ ทุกอย่างย่อมอยู่ ณ พระองค์อัลลอฮฺในวันแห่งการตอบแทนเท่านั้น ส่วนวันนี้ทำได้แค่บอกแค่เตือนพี่น้องเรา, อายะฮฺที่บอกว่า “สูเจ้าจงยึดสายเชือดของอัลลอฮฺ และจงอย่าแตกแยกกัน” ถามว่าพวกเราจะนำคำสอนบทนี้นำมาใช้จริงกันเมื่อไร….?

(มุรีด ทิมะเสน,3-9-60,ร้านแปดบรรทัด)

ขอขอบคุณบทความมีประโยชน์จากเฟสบุ๊ค :
Mureed Timasen