ถ้าโลกนี้ ไม่มีอิสลาม หนังสือของอดีต CIA สรุปไว้ว่า

593

โลกที่ไม่มีอิสลาม

เดินทางบ่อยๆต้องมีหนังสือเล่มกระทัดรัดติดมือไว้ ที่สนามบินยอกยาการ์ต้าผมซื้อหนังสือภาษาอังกฤษขนาดเล็ก หนา 380 หน้าเล่มหนึ่งชื่อ A World Without Islam มาอ่านระหว่างเดินทางเขียนโดย Graham E. Fuller คนนี้เป็นอดีตหัวหน้าฝ่ายข่าวกรองของ CIA สหรัฐอเมริกา จึงเป็นคนวงในที่มีข้อมูลมาก เขียนได้ดี อ่านสนุก ได้ความรู้ดี สำคัญคือมีคำวิจารณ์เชิงบวกจากสื่อต่างๆมาก

โดยสรุปคือสหรัฐอเมริกาตระหนักว่าตนเองคืออภิมหาอำนาจที่ต้องดูแลโลก สิ่งที่แทรกในนโยบายคือกรอบคิดใสซื่อบริสุทธิ์ (immaculate conception) ที่ต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาทำทุกอย่างเพราะตนเองมีสิทธิ์ที่จะทำ คนอเมริกันจำนวนมากรวมทั้งคนในโลกที่รับอิทธิพลจากระบบข่าวกรองและประชาสัมพันธ์จากฝั่งอเมริกันถูกทำให้เห็นว่าอเมริกันคือเทพปกป้องโลกขณะที่อิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งมุสลิมคือกลุ่มชนที่มีปัญหา สร้างความวุ่นวาย ก่อการร้าย กระทั่งผู้คนเชื่อว่าหากโลกนี้ไม่มีอิสลาม โลกคงมีความสุขมากกว่านี้

ฟุลเลอร์เขียนได้ดีว่า หากโลกนี้ไม่มีอิสลามจริงอาจจะวุ่นวายมากกว่านี้ เพราะธรรมชาติของอิสลามต้องการความสันติ ปัญหาความวุ่นวายจึงไม่ได้มาจากศาสนา แต่มาจากทรัพยากรที่ดินแดนในโลกอิสลามมีมากซึ่งเป็นที่ต้องการของโลกตะวันตกไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือกัมมันตภาพรังสีและทรัพยากรอื่นๆ ธรรมชาติของชาติที่พัฒนาแบบทุนนิยมอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษและชาติยุโรป ต้องการทรัพยากรของผู้อื่นเป็นของตนเอง หากโลกอิสลามปราศจากทรัพยากรเหล่านี้ย่อมไม่เป็นที่พิศมัยของชาติตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ปัญหาจะน้อยกว่านี้มาก

ความที่อิสลามนำการพัฒนามาให้ดินแดนในโลกอิสลาม ดินแดนที่พัฒนาขึ้นทำให้ผู้คนในสังคมรู้สึกลึกซึ้งกับเกียรติยศ ศักดิ์ศรี เกิดความเป็นชาตินิยม เมื่อต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของโลกตะวันตกที่เคยมีอารยธรรมต่ำกว่าตน การต่อต้านจึงมากขึ้น เป็นเช่นเดียวกับจีนที่มีอารยธรรมมานานทำให้ไม่ยอมที่จะเป็นเบี้ยล่างโลกตะวันตก คนที่มีรากเหง้าทางอารยธรรมหยั่งลึกเช่นนี้ ชาติตะวันตกปกครองได้ยาก แรงต่อต้านจึงกลายเป็นความปกติ ความรุนแรงเกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำจากความไม่เป็นธรรมเช่นว่านี้

สภาพปัญหาในโลกอิสลามไม่เหมือนชาติในอัฟริกาที่ขาดรากทางอารยธรรม ผู้คนในสังคมที่ขาดรากแก้วย่อมปกครองง่ายกว่า ส่วนอินเดียแม้อารยธรรมรุ่งเรืองมานานแต่แตกต่างจากจีนตรงที่อินเดียแบ่งเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยไม่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว แรงต้านจึงแผ่วบางมีน้อย ขณะที่จีนมีความเป็นชาติสูงเช่นเดียวกับโลกอิสลามที่รวมกันเป็นอาณาจักรเดียวมาก่อน แรงต้านจึงมาก เมื่อตะวันตกเข้าไปปกครองจึงจำเป็นต้องสร้างนโยบายแบ่งแยกและปกครอง เกิดการแยกชนอาหรับเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย มีความขัดแย้งระหว่างกัน ทั้งมีการสร้างรัฐอิสราเอลเพื่อบั่นทอนโลกอิสลามซึ่งได้ผลเกินคาด

ผมชอบตรงข้อสรุปที่ว่าอิสลามไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เป็นเรื่องของทรัพยากรในดินแดนโลกอิสลามต่างหากที่ชาติตะวันตกต้องการ สมัยสงครามเวียตนาม ดินแดนแห่งนั้นมีทรัพยากรมากมายจึงวุ่นวายไม่รู้จบ แต่เกาหลีเหนือไม่มีทรัพยากร สหรัฐอเมริกาจึงไม่อยากไปยุ่ง ต่างจากโลกอิสลามที่มีทรัพยากรมากมาย หากโลกนี้ไม่มีอิสลาม ปัญหาจึงยังคงอยู่ เพราะปัญหามาจากโลกตะวันตกที่พัฒนาสังคมจากทรัพยากรที่ตนเองไม่มี แรงกดมากแรงต้านก็มากอันเป็นปกติ ฟุลเลอร์สรุปอย่างนั้น

Cr.ดร.วินัย ดะห์ลัน