โลกช็อค! คู่กัดแห่งยุค ทรัมป์-คิม จอง อึน นัดเจอกัน

55

รอยเตอร์ – ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตอบรับข้อเสนอจัดการประชุมซัมมิตร่วมกับผู้นำเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในช่วงเดือน พ.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงฝ่าทางตันครั้งใหญ่สำหรับวิกฤตการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีและการเผชิญหน้าด้านนิวเคลียร์

ชุง อึยยอง หัวหน้าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีใต้ ประกาศข่าวดีต่อหน้าสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาว หลังจากคณะเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ได้เข้าพบ ทรัมป์ เมื่อวานนี้ (8) เพื่อแจ้งผลการเจรจาหารือกับ คิม จองอึน เมื่อวันจันทร์ (5) ให้สหรัฐฯ ทราบ

ซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกหญิงทำเนียบขาว ยืนยันว่า ทรัมป์ “จะตอบรับคำเชิญพบปะกับ คิม จองอึน ในสถานที่และเวลาซึ่งจะกำหนดในภายหลัง”

“เราต่างเฝ้ารอคอยการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี และในระหว่างนั้น มาตรการคว่ำบาตรทั้งหลายยังคงต้องบังคับใช้ต่อไป” เธอเอ่ยเสริม

เกาหลีเหนือมุ่งมั่นทำการทดลองด้านอาวุธอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างขีปนาวุธที่สามารถส่งหัวรบนิวเคลียร์ไปโจมตีแผ่นดินอเมริกาได้ ขณะที่ ทรัมป์ และ คิม ก็แถลงดูหมิ่นเหยียดหยามกันและกันอย่างเจ็บแสบตลอดช่วงปีที่แล้ว จนหลายคนเกรงว่าสงครามอาจปะทุขึ้น แต่การพบปะครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

“ผมได้แจ้งให้ท่าน (ทรัมป์) ทราบว่า ขณะที่หารือกันนั้น ผู้นำ คิม จองอึน ได้ให้คำมั่นต่อการปลดอาวุธนิวเคลียร์… และยังรับปากว่าเกาหลีเหนือจะงดเว้นการทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธในอนาคต” ชุง กล่าว

“ผู้นำคิมแสดงความกระตือรือร้นที่จะพบกับประธานาธิบดี ทรัมป์ โดยเร็วที่สุด… ซึ่งประธานาธิบดี ทรัมป์ ก็พอใจในข้อมูลที่เรานำเสนอ และตอบตกลงพบปะผู้นำ คิม จองอึน ราวเดือน พ.ค. เพื่อนำไปสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์”

บรรดาผู้ช่วย ทรัมป์ ต่างระแวดระวังยุทธศาสตร์การทูตของเกาหลีเหนือซึ่งเคยผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง และความพยายามปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือทั้งในสมัยของประธานาธิบดี บิล คลินตัน, จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และ บารัค โอบามา ก็ไม่เคยได้ผล

เมื่อค่ำวันพฤหัสบดี (8) ทรัมป์ ได้ทวีตข้อความหลายครั้งเกี่ยวกับแผนการประชุมซัมมิตร่วมกับ คิม จองอึน

“คิม จองอึน พูดกับผู้แทนเกาหลีใต้เรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่แค่ระงับโครงการเอาไว้” ข้อความหนึ่งระบุ “มีความคืบหน้าไปมาก แต่มาตรการคว่ำบาตรต้องคงไว้ต่อไปจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง กำลังวางแผนเรื่องการประชุม!”

ชุง อึยยอง หัวหน้าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีใต้ (กลาง), ซูห์ ฮุน หัวหน้าหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (ซ้าย) และ โช ยุนเจ เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำสหรัฐอเมริกา เปิดแถลงข่าวเรื่องข้อตกลงจัดประชุมซัมมิตระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือที่อาคารปีกตะวันตกของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 8 มี.ค.

ชุง อึยยอง หัวหน้าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีใต้ (กลาง), ซูห์ ฮุน หัวหน้าหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (ซ้าย) และ โช ยุนเจ เอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำสหรัฐอเมริกา เปิดแถลงข่าวเรื่องข้อตกลงจัดประชุมซัมมิตระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือที่อาคารปีกตะวันตกของทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 8 มี.ค.


เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ คนหนึ่ง ระบุว่า เหตุที่ ทรัมป์ ตกลงพบกับ คิม จองอึน เพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้นำสูงสุดที่มีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จในเกาหลีเหนือ

“ประธานาธิบดี ทรัมป์ มีชื่อเสียงเรื่องการเจรจาอยู่แล้ว” เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเผย พร้อมระบุว่า คณะผู้แทนเกาหลีใต้ถ่ายทอดคำเชิญจาก คิม ถึง ทรัมป์ แบบปากเปล่า ไม่ได้มีจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษร

“คิม จองอึน เป็นบุคคลเดียวที่มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในระบอบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จของพวกเขา จึงมีเหตุอันสมควรที่เราจะตอบรับคำเชิญจากผู้ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจจริงๆ แทนที่จะใช้คำพูดเดิมๆ เหมือนในอดีต”

เจ้าหน้าทีผู้นี้ยืนยันว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับข้อตกลงอื่นใดทั้งสิ้น นอกจากเกาหลีเหนือจะต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร

ชุง และหัวหน้าหน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ ซูห์ ฮุน เดินทางไปวอชิงตันเมื่อวานนี้ (8) เพื่ออธิบายมุมมองของเกาหลีเหนือเรื่องการเจรจากับสหรัฐฯ ในอนาคต และโอกาสที่โสมแดงจะหยุดทดสอบนิวเคลียร์หากมีการค้ำประกันความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ระบอบคิม

เกาหลีเหนือยังแสดงท่าทีผ่อนปรนมากเป็นพิเศษเรื่องการซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ โดย ชุง ระบุว่า ผู้นำคิม “เข้าใจว่าการซ้อมรบประจำปีระหว่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาต้องดำเนินต่อไป”

ก่อนหน้านี้ เปียงยางยืนกรานเสียงแข็งว่าโซลและวอชิงตันต้องยุติการซ้อมรบ หากคิดที่จะเจรจากัน

ทรัมป์ เคยเรียกผู้นำ คิม ว่า “คนบ้า” และ “มนุษย์จรวดน้อย” (Little Rocket Man) พร้อมทั้งขู่จะทำลายรัฐเกาหลีเหนือที่มีประชากร 26 ล้านคน “ให้สิ้นซาก” หากกล้าโจมตีสหรัฐฯ หรือประเทศพันธมิตร ขณะที่ผู้นำโสมแดงก็เรียก ทรัมป์ ว่าเป็น “ตาแก่เลอะเลือนที่สติไม่เต็มเต็ง” (mentally deranged US dotard)

อิตสึโนริ โอโนเดระ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เรียกร้องวันนี้ (9) ให้เกาหลีเหนือรักษาสัญญาว่าจะละทิ้งการพัฒนานิวเคลียร์อย่างจริงจังเพื่อนำไปสู่การเจรจาที่มีความหมาย ขณะที่นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ชี้ว่า มาตรการกดดันของญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และประเทศอื่นๆ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โสมแดงเปลี่ยนทัศนคติ

ขอบคุณ Mrgonline