หินดำ ไม่ใช่หินศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สิ่งคารพสักการะ ตามที่มีคนเข้าใจ แต่เป็นหินประดับอัลกาบะห์

932

“หินดำ” ถูกนำมากล่าวถึง หลังกรณี “โต ชิลลิ่งฟูล” วิพากษ์วิจารณ์รูปเคารพ และมีพระบางรูป นำมาเปรียบเทียบการเคารพสักการะพระพุทธรูปกับการจูบหินดำ แต่การจูบหินดำของมุสลิมไม่ใช่การเคารพสักการะ และไม่ได้ร้องขอสิ่งใดจากหินดำ มองว่า หินดำเป็นหินประดับอัลกาบะห์เท่านั้น และอัลกาบะห์เอง ก็ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นสิ่งที่มุสลิมผินหน้าไปหาเวลาละหมาด และไปวนรอบเวลาไปทำฮัจย์และอุมเราะห์ เพื่อความเป็นเอกภาพ

ไม่ทราบแน่ชัด หินดำมาจากไหน แต่ข้อมูลจากวิกิพีเดียสัณนิษฐานว่า เป็นหินอุกาบาตจากนอกโลก ที่คนก่อนอิสลามใช้บูชา

หินดำ (อาหรับ: الحجر الأسود‎; อัลฮะญัร อัลอัสวัด) เป็นหินสีดำที่ประดิษฐานอยู่ที่มุมหนึ่งของกะอฺบะหฺ มีทรงกลมรี มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 ซม. ล้อมกรอบด้วยเงิน ลักษณะโดยทั่วๆไปแล้ว มีการแตกหักออกเป็นหลายชิ้น เนื่องจากการเสียหายในช่วงที่หินดำถูกขโมยและนำออกไปในช่วงปี ค.ศ. 930 และได้ถูกนำกลับมาใน 22 ปีต่อมา หินดำจึงได้รับการซ่อมแซมด้วยการพันเศษชิ้นส่วนหินที่แตกเหล่านั้นด้วยลวดโลหะเงินแท้ ดังที่เห็นในปัจจุบัน

หินดำ – เป็นที่รู้จักกันดี ทั้งมุสลิมและผู้ไม่ใช่มุสลิม…แต่ก็มีอีกหลายคนที่เข้าใจว่า หินดำคือวัตถุบูชาในศาสนาอิสลาม เพียงเพราะเห็นว่า มุสลิมนับล้านคนไปร่วมพิธีฮัจญ์แล้วมีการเวียนรอบวิหารกะบะห์นั้น นั่นคือความเข้าใจที่ผิด

หินดำ จากการตรวจสอบโดยนักวิทยาศาสตร์จาก สหรัฐฯ พบว่าหินดำเป็นวัตถุนอกโลก สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นก้อนอุกกาบาต ที่มาจากที่อื่น ซึ่งองค์ประกอบและธาตุบางชนิดที่พบ เป็นสิ่งที่ไม่มีในโลก หรือในกาแลคซี่เรานี้โดยประวัติของหินดำ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ และอายุที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์นั้น พบว่ามีอายุยาวนานมาก และสีดำของหินนั้นไม่ใช่สีที่มีมาแต่แรกเริ่ม ซึ่งตรงกับหะดิษที่ว่า- จากท่านอิบนุอับบาสเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวความว่า “หินดำถูกประทานลงมาจากสวรรค์ ซึ่งความขาว (ของหินดำนั้น), ขาวยิ่งกว่า (ความขาวของ) น้ำนมเสียอีก, (แต่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำเนื่องจาก) ความผิดต่างๆ ของลูกหลานอาดัมทำให้หินดำนั้นเป็นสีดำ” บันทึกโดยติรฺมิซีย์

ซึ่งจากบันทึกประวัติศาสตร์ เข้าใจได้ว่า หินเปลี่ยนเป็นสีดำเพราะ การที่ชาวอาหรับในสมัยก่อนนั้น ชอบนำสัตว์ไปเชือดบูชายัญบนหิน และเอาเลือดสัตว์ชโลมลงบนหิน พอนานเข้าหินจึงมีสีดำ …ถ้าอ้างอิงหลักฐานจากกุรอาน จะพบว่า หินดำนั้นเป็นเครื่องหมายกำหนดตำแหน่งการสร้างวิหารกะบะห์(วิหารทรงลูกบาศก์ อยู่ตรงกลางมัสยิดอัล -ฮะรอม) ในสมัยท่านนบีอาดัม…ต่อมาในสมัยนบีอิบรอฮีม (อับราฮัม) หินดำก็มีส่วนในช่วยในการบูรณะวิหารกะบะห์ เนื่องจากมีหลักฐานว่า หินดำลอยจากพื้นได้ และท่านนบีอิบรอฮีมก็ขึ้นไปเหยียบบนหินนั้น เพื่อบูรณะวิหาร

ในช่วงเวลาต่อมาแห่งการตั้งถิ่นฐานของชาวอาหรับ หินดำถูกถือเสมือนว่าเป็น สมบัติของแผ่นดิน (คล้ายตราประทับแผ่นดิน) คืออาหรับเผ่าไหนได้ครอบครอง ก็ถือว่าเผ่านั้นมีอำนาจในการปกครอง และเป็นเผ่าที่มีเกียรติ หินดำจึงกลายเป็นศักดิ์ศรี และเป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจแห่งการปกครองคาบสมุทรอารเบียในต้นศตวรรษที่ 7 เกิดไฟไหม้วิหารกะบะห์ทำความเสียหายให้ตัววิหารเป็นอันมาก อาหรับแต่ละเผ่าจึงพร้อมใจกันบูรณะวิหารใหม่จนเสร็จเรียบร้อย แต่ปัญหาคือ ใครจะเป็นผู้ได้รับเกียรติให้ยกหินดำกลับไปไว้ที่เดิม…จากความขัดแย้งนี้ ได้ส่งผลให้เกิดข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นชอบคือ ให้ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ.ล.) เป็นผู้ยกกลับไปไว้ที่เดิม เนื่องจากในตอนนั้นท่านยังไม่ได้เผยแพร่ศาสนาอิสลาม ประกอบกับเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากทุกฝ่ายว่าเป็นคนมีคุณธรรมและเป็นกลางที่สุด

เมื่อท่านนบี ประกาศศาสนาแล้ว จนกระทั่งพิชิตมักกะฮ์ได้ ท่านก็ได้ทำความสะอาดและปรับปรุงวิหารให้กลับมาอยู่ในสภาพเรียบร้อยอีกครั้ง หินดำก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม…ในปี ค.ศ.682 เกิดความขัดแย้งในคาบสมุทรอาหรับ มีการกรีฑาทัพเข้าตีนครเมกกะฮ์จนวิหารได้รับความเสียหายอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มีผลทำให้หินดำแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ประชาชนได้ทำการซ่อมแซมหินดำหลังจากสงครามจบลง โดยนำลวดเงินมารัดไว้…หินดำในปัจจุบันจึงมีสภาพที่เหมือนนำเศษหินมาประติดประต่อกัน และรัดไว้ด้วยวงแวนเงิน ถูกวางไว้มุมผนัง อยู่เหนือพื้นดินประมาณ 3 ฟุตดังนั้นหากเราพิจารณาด้วยใจเป็นกลาง

ข้อสังเกตว่า หินดำไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
1.เหตุใด มุสลิมจึงไม่ปกป้องหินดำให้รอดพ้นจากการทำลาย ทั้ง ๆ ที่เขาสามารถปกป้องอาคารหรือมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ กับแค่หินก้อนเดียว ทำไมเขาไม่ปกป้อง
2.หากหินดำเป็นสิ่งเคารพ สักการะ เหตุใด ในสมัยที่ท่านศาสดาอพยพไปมาดีนะห์ ท่านจึงสั่งให้ผู้คนหันทิศกิบลัต (ทิศทางที่หันเวลาละหมาด) ไปทางบัยตุลมักดิส ที่เยรูซาเล็ม แทนที่จะเป็น ที่มัสยิด อัลฮะรอม ซึ่งเป็นที่ตั้งของกะบะห์และหินดำ
3.หากวิหารกะบะห์ หรือหินดำคือสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใด อิสลามจึงอนุญาตให้มุอัซซิน (ผู้ป่าวประกาศ เวลาละหมาด) ปีนขึ้นไปตะโกน ป่าวประกาศบนหลังคากะบะห์ได้ เพราะนั่นคือการขึ้นไปเหยียบอยู่เหนือหินดำชัด ๆ
4.หากหินดำคือสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใดท่านอุมัรฺ (ผู้เป็นตัวแทนท่านศาสดาคนที่ 2 ) จึงกล่าวความว่า “แท้จริงฉันรู้ว่าเจ้า (หมายถึงหินดำ) คือหินธรรมดาก้อนหนึ่งเท่านั้น เจ้าไม่ให้โทษและไม่ให้คุณ, หากว่าฉันไม่เห็นท่านรสูลุลลอฮฺจูบเจ้าแล้วละก้อ ฉันก็จะไม่จูบเจ้าหรอก” (บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม)5.หากหินดำเป็นสิ่งสักการะบูชาจริง เหตุใดในหลักปฏิบัติ หรือหลักการศรัทธาในอิสลาม จึงไม่มีข้อใดใช้หรือสั่งให้มุสลิมสักการะหินดำ …

ดังนั้นจึงหวังว่า เราจะเข้าใจหินดำกันใหม่เสียทีว่า มันไม่ใช่สิ่งสักกการะ หรือเคารพบูชา…เพราะอิสลามนั้นมีหลักการที่แน่นอนว่า ห้ามเคารพบูชาสิ่งใด นอกไปจากอัลเลาะห์ พระองค์เดียว

ข้อมูลวิกิพีเดีย/Islammor