“ไชยันต์ ลิหมัด” มุ่งมั่นและพัฒนาไม่หยุด สู่ CEOฺ ร้อยล้าน

330

เป็นนักธุรกิจมุสลิม ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังหนุ่ม ในวัย 30 กว่าปี สามารถสร้างรายให้กับธุรกิจเกือบ 60-70 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่เคยพลาดหวังกับ 2-3 ธุรกิจก่อนหน้านี้ แต่กลับมาเติบโตได้ ด้วยความมุ่งมั่น

นักธุรกิจหนุ่มคนนี้ คือ “ไชยันต์ ลิหมัด” เขาเป็นชาวอ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต หลังเรียนจบได้กลับบ้านเกิด เริ่มต้นการทำงานโดยช่วยกิจการของครอบครัว

ไชยันต์ ลิหมัด” ได้เริ่มต้นธุรกิจหลังเรียบนจบวิศวฯ ด้วยการกลับบ้านเกิดที่อ.ท่าชนะ ไปเริ่มทำธุรกิจน้ำแข็งและโรงน้ำดื่ม ใช้เวลาปลุกปั้นอยู่นาน 4-5 ป่ี แต่สุดท้ายธุรกิจไปไม่ไหว ต้องเลิกทำด้วยมูลค่าของตลาดและคู่แข่ง หลังจากนั้น ได้มาจับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว โดยส่วนหนึ่งช่วยธุรกิจของครอบครัว อีกด้านหนึ่งก็ทำธุรกิจของตัวเองโดยผลิตที่นอนเด็กอนุบาล ทำไประยะหนึ่งก็ต้องเลิก

“ธุรกิจผลิตที่นอนเด็กอนุบาล ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องปัญหาเรื่องการเงิน และการตลาด ด้วยตลาดของนอนเด็กอนุบาลจะมีเป็นเทอม ผู้ปกครองจะซื้อในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคมและเมษายน หลังจากนั้น ก็ไม่ซื้อ ต้องว่างเว้นนาน 9-10 เดือน จึงตัดสินใจเลิกทำ” ไชยันต์ กล่าว

หลังจากเลิกธุรกิจผลิตที่นอนเด็ก ไชยันต์ หันไปจับธุรกิจปาล์มน้ำมัน โดยร่วมหุ้นกับเพื่อน 7-8 คน รับซื้อปาล์มน้ำมัน แต่สุดท้ายเกิดปัญหาภายใน ต้องขอถอนหุ้นออกมา

“เมื่อมีปัญหาจึงได้ถอนหุ้นจากธุรกิจรับซื้อปาล์มน้ำมัน บังเอิญมีเพื่อนที่อยู่ในวงธุรกิจเครื่องมือแพทย์ ได้มาว่า จ้างผลิตที่นอนที่ใช้บนเตียงผู้ป่วย เพราะเห็นว่า เคยทำที่นอนเด็ก จึงได้ผลิตส่งให้เพื่อนในล็อตนั้น ธุรกิจประสบความสำเร็จ” ไยชัยต์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้น ของธุรกิจผลิตคุรุภัณฑ์และอุปกรณ์การดูแลผู้ป่วยที่ได้กลายเป็นธุรกิจหลักในเวลาต่อมา

จากความสำเร็จในการผลิตที่นอนเตียงผู้ป่วยส่งให้เพื่ิอน ไชยันต์ ก็ถูกเพื่อนกลุ่มเดิมเสนอให้ลองมาศึกษาธุรกิจคุรุภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์อย่างจริงจัง เขาได้ตัดสินใจออกเดินทางศึกษาธุรกิจที่เพื่อนแนะนำ

“ได้แพคกระเป๋า ออกสำเร็จตลาดอย่างจริงจังทั่วประเทศ ก็ได้พบว่า ธุรกิจเตียงผู้ป่วย มีผู้ผลิตน้อยราย คู่แข่งก็มีข้อจำกัดิยู่ น่าจะมีช่องทางให้การทำธุรกิจนี้เดินหน้าไปได้ สรุปได้ว่า เจอช่องทางการทำธุรกิจ จึงตัดสินใจผลิตเตียงผู้ป่วย เริ่มจากการออกแบบด้วยตนเองด้วยอาศัยที่เรียนจบวิศวกรมา จากนั้น ได้ถอดแบบชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ส่งให้เพื่อนที่ชำนาญในแต่ละส่วนผลิต ส่วนที่เป็นไม้ก็ให้ช่างไม้ผลิต ส่วนที่เป็นเหล็กก็ให้ช่างเชื่อมผลิต จากนั้น ก็นำมาประกอบที่บ้านตัวเอง ด้วยเงินลงทุนที่มีประมาณ 20,000-30,000 บาท ” ไชยันต์ เล่าถึงประสบการณ์การเริ่มทำธุรกิจคุรุภัณฑ์การแพทย์

เตียงผู้ป่วยที่ “ไชยันต์”ผลิตจะใช้รูปแบบที่ตัวเองคิดตามสไตล์ของตัวเอง ผลิตล็อตแรกขายได้หมด 20 ตัว ขายภายใน 7 วัน จึงผลิตล็อตที่ 2 โดยที่ยังไม่มีโรงงาน โดยพยายามเน้นรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไปจากเดิม จากเดิมที่เตียงเป็นพื้นไม้ พื้นระแนง ยังไม่มีพื้นเหล็ก จึงคิดผลิตพื้นเหล็กเป็นเจ้าแรก ยังจ้างเพื่อนผลิตเหมือนเดิม ล็อตที่ 2 ผลิิต 60 ตัว ขายหมดภายในไม่ถึงเดือนน

“ช่องทางการขายใช้วิธีการลงโษณาทางเวบไซต์ ตอนนั้น ยังไม่มีโซเชียล ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ขายผ่านออนไลน์ ลูกค้าส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ ต้องขนเตียงจากสุราษฎร์ฯ มาส่งที่กรุงเทพฯ ซึ่งค่าขนส่งค่อนข้างแพง จากที่เคยจ้างเพื่อนผลิตก็มาสร้างโรงงานเอง หาช่องเชื่อม ช่างสีมาประจำ ใช้เวลาเกือบปี ไม่ไหวกับค่าขนส่ง จึงคิดงานใหญ่สร้างโรงงานที่กรุงเทพฯ ตัดสินใจสร้างโรงงานที่จังหวัดปทุมธานี ย้ายทุกอย่างมากรุงเทพฯ มาเช่าโกดัง หาช่าง หาช่องทางผลิต และเริ่มผลิตเอง วิ่งหาตลาดเอง ซึ่งเป็นร้านขายยา โรงพยาบาล ร้านวัสดุคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ ร้านซื้อมาขายไป ตลาดเริ่มมีความต้องการสูง เพราะเรามีสินค้าของตัวเอง ประมาณ 3 ปี ในการสะสมลูกค้า จัดจ้างพนักงานและสะสมเงินทุน มาสร้างโรงงานตัวเอง จนปัจจุบันประมาณ 7 ปี ที่ทำธุรกิจนี้”

7 ปี ของการทำธุรกิจ เริ่มจากเตียงคนไข้ ได้ขยายไปผลิิตคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์อีกหลายชนิด อาทิ รถเข็ญคนไข้ เสาแขวนน้ำเกลือ หรือเลือด เป็นต้น รวมทั้ง สั่งผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศมาจำหน่ายในช้อป จากเดิมที่ส่งขายตรงตามโรงพยาบาล ขายผ่านดีเลอร์ ผ่านร้านขายยา และออนไลน์ ได้เพิ่มช่องทาง ด้วยการเปิดช้อปแล้ว จำนวน 6 ช้อป กระจายทั่วประเทศ อาทิ สาขาสุราษฎร์ธานี สาขาอุดรธานี สาขาอำนาจเจริญ สาขาขอนเเก่น สาขาพิษณุโลก สาขานครศรีธรรมราช  โดยมีศูนย์กระจายสินค้าที่ คลอง12 ธัญญบุรี

นอกจากนี้ ยังมีช่องทางการขาย ผ่านร้านขายอุปกรณ์การแพทย์”ฟาซิโน” ซึ่งมีอยู่ 100 กว่าสาขา ร้านดีฟาร์มาซี มี 37 สาขา โดยเฉพาะในภาคตะวันออก โดยขายเองและขายผ่านตัวแทน สัดส่วน 50: 50

“มูลค่าตลาดคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ ดูจากตัวเลขประมาณ 1,000 ล้านบาท B-MED มียอดขายประมาณเดือนละ 350 เตียง ฺ ประมาณ 1 ใน 3 ของตลาดรวม สัดส่วนถ้ารวมกันประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ ผู้ผลิตเตียงผู้ป่วยในประเทศน้อยมากประมาณ 2-3 ราย มีผู้ผลิตน้อยมาก ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ B-MED มีรายได้ประมาณ 70 ล้านบาท และตั้งเป้าว่า ในสิ้นปี 2562 จะมีรายได้ ทะลุ 100 ล้านบาท” ไขยันต์ กล่าว

ตลาดเตียงผู้ป่วย มีทั้งตลาดโรงพยาบาล และตลาดตามบ้าน โดยตลาดโรงพยาบาลจะใช้วิธีการสอบราคา ซึ่งมีตัวแทนคอยประสานงาน ส่วนตลาดตามบ้าน จะเน้นการขายผ่านออนไลน์เป็นหลัก

“ตลาดเตียงผู้ป่วย มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะด้านราคา ผู้เล่นจะเปลี่ยนหน้ามาตลอด โดยส่วนใหญ่นำเข้ามา ตอนแรกก็ตั้งราคาสูง เมื่อผ่านไประยะหนึ่งสินค้าขายไม่หมดก็ลดราคาลงมา หมุนวนอย่างนี้บ่อยครั้ง ต้องตั้งรับตลอดเวลา” ไขยันต์ กล่าวและว่า B-MED เคยเป็นผู้นำตลาดด้านการขายออนไลน์ แต่ต่อมาก็มีผู้มีทำตลาดแข่ง ตอนนี้มีโซเชียลทำให้การทำตลาดผ่านออนไลน์เยอะมาก จากเดิมที่เคยเสิร์ชเจอ B-MED เป็นรายแรก แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว ตลาดออนไลน์ในปัจจุบันจึงจับทางได้ยาก

“ตลาดไม่เคยหยุดนิ่ง เราต้องปรับตัวไปเจอที่ปลายอุโมงค์ เมื่อเรารู้ตลาดจะต้องไปถึงจุดนั้น เราก็จะต้องไปดักรออยู่ข้างหน้าก่อน ไม่เช่นนั้น คนอื่นจะแซงเรา และกลืนเราหายไป สิ่งที่ได้วางแผนไว้ คือ การการันตีการส่งเตียงผู้ป่วยถึงผู้ป่วยในเวลา 3 ชั่วโมง เมื่อตอนเราเร่ิ่มธุรกิจสินค้าส่งจากสุราษฎร์ฯเข้ากรุงเทพฯ ใช้เวลา 2-3 วัน ปัจจุบันเรามีศูนย์ 12 แห่ง ซึ่งในกรุงเทพฯ และศูนย์ฯ 12 แห่ง ใน 12 จังหวัด จะส่งเตียงให้ถึงมือลูกค้าภายใน 3 ชั่วโมง เพราะผู้ป่วย จะต้องดูแลเป็นพิเศษ การนอนเตียงผู้ป่วยที่สามารถปรับขึ้นลงได้ จะทำให้การดูแลรักษาจะสะดวกขึ้น ทั้งการกินยา อาหาร จึงต้องส่งให้เร็วที่สุด ผู้ป่วยที่นอนเตียงเป็นผู้ป่วยที่ไม่มีหมอดูแลจะต้องคุรุภัณฑ์จะต้องออกแบบให้ดีที่สุด” CEO บ้านหมอ หรือ B-MED กล่าว

เขา กล่าวว่า ลักษณะของเตียงผู้ป่วยแต่ละแบรนด์ การใช้งานไม่ต่างกัน แต่แตกกันที่รูปลักษณ์ ซึ่งบ้านหมอพยายามสร้างรูปลักษณ์ให้สวยงาม อาจจะส่วยกว่านำเข้า แต่เรามีบริการหลังการขายที่ สินค้าหากซื้อไปแล้ว ใช้ไม่ได้ เราก็เปลี่ยนให้ เจ้าอื่นไม่มีใครเปลี่ยนให้ และนำที่เปลี่ยนมาทำลาย เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อของผู้ป่วย หรือใช้ไป 5-6 เดือน เตียงมีปัญหาเราก็นำมาซ่อม เปลี่ยนอะไหล่ให้ เพราะสินค้าของเราทุกตัวมีอะไหล่ ไม่เหมือนนำเข้า ที่เมื่อมีปัญหา จะไม่มีอะไหล่ แม้จะสวยน้อยกว่า แต่บริการเราดีกว่า

“การที่ธุรกิจก้าวมาสู่อันต้นๆของตลาด เพราะB-MED พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบ การผลิต และการตลาด การตลาดก้างกระโดดมาจากออนไลน์ ทำให้คนตัวเล็กๆ แบบเรา สามารถก้าวมาสู่จุดนี้ได้ เพราะรายใหญ่ไม่ลงมา แต่ยุคนี้ โซเชียลก็ทำให้ใครก็เข้าสู่ตลาดได้ง่าย รายใหญ่ก็ลงมา บางครั้งต้องสู้กันด้วยราคา ต้องลดกำไรลงมา ตลาดไม่ใช่ของผู้ผลิตอีกแล้ว แต่ตลาดเป็นของผู้ซื้อ เป็นสิ่งที่เราต้องปรับตัว ก้าวนำตลาด” เขา กล่าวว่า

ไชยันต์  กล่าวว่า การก้าวเดินของบริษัท จะต้องเดินไปพร้อมกันทั้งองคาพยพ โดยเฉพาะพนักงานจะต้องตามให้ทัน B-MED มีพนักงานที่เริ่มต้นบริษัทอยู่จำนวนมาก จาก 20 คน ตอนนี้เรามี 60 คน จากรายได้ 20 ล้าน เพิ่มเป็น 60-70 ล้านบาท แต่บางคนยังคิดว่า มีรายได้ 20 ล้านบาทอยู่ ยังก้าวตามไม่ทัน ในการบริหารได้ผ่องถ่ายอำนาจการตัดสินใจ ให้อำนาจของตัวเองเหลือน้อยที่สุด เพ่ื่อให้สามารถเดินหน้าได้เต็มที่ จากเดิมที่ทำทุกอย่างเป็นตัวอย่าง แต่เพื่อให้บริษัทเติบโต จะต้องปรับเปลี่ยน และพนักงานก็จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ซึ่งก็พยายามจัดสัมมนา อบรมให้ความรู้ เพื่อให้เดินหน้าไปพร้อมๆกันได้

นี่เป็นความสำเร็จของ บ้านหมอ(B-MED) ที่มีผู้บริหารที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้า และพัฒนาการให้บริการเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้า ธุรกิจได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกไม่นานก็จะทะลุ 100 ล้านตามเป้าหมายที่วางไว้

ไชยัณห์ ลิหมัด
CEO B-MAD (บ้านหมอ)
ผู้ผลิตเตียงผู้ป่วย เบาะลม และคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์หลานชิด มีหลักการใการใช้หลักอิสลามในการทำธุรกิจที่ฟังแล้วสุดทึ่ง

“เมื่อได้เงินต้องทำบุญ สะเดาะเกาะห์ ซะกาต เราได้รับการตอบแทนกลับมา หลายครั้งที่เครียดกับปัญหาธุรกิจ วันที่มีปัญหาไม่มีทางออก กลางคืนก็นั่งขอดุอาว์ หรือหลายครั้งที่เราขัดสน ซึ่งต้องสู้ระหว่างเราใช้เงินกับการทำบุญ ได้่เลือกที่จะทำบุญก่อน ซึ่งสิ่งที่ได้รับการตอบเทน ทำให้เรามีทางออกมาตลอด ซะกาตกับการทำบุญจึงเป็นสิ่งที่เราต้องทำ”

“สิ่งที่ทำให้เราไปได้ไกล คือไม่เคยปฏิเสธ(การขอความช่วยเหลือ)เลย หลายครั้งผู้ป่วยไม่มีเตียง ก็ให้ตลอด ยกตัวอย่างที่จ.สุราษฎร์ธานี วันนั้น ผมนั่งอยู่ที่ช้อป ซึ่งมีร้านอุปกรณ์การแพทย์แวดล้อมเรา 3-4 ร้าน ผู้หญิงคนหนึ่ง เดินเข้าร้านแรก เดินออกมา เข้าร้านที่ 2 และเดินออกมา ข้ามร้านเราไปร้านที่ 4 แล้วสุดท้ายกลับมาที่ร้านเรา มาถามมีที่นอนลมไม๊ ราคาเท่าไหร่ เราบอก 5,500 บาท น้ำตาเขาร่วงเลย ก็เลยเรียกมาถามว่า มีปัญหาอะไร เขาบอกว่า เขามี เงินกำมา 2,400 บาท เขาบอกไม่รู้ไปหาที่พึ่งใครลูกนอนโรงพยาบาลหลังเป็นแผลหมดแล้ว ไม่มีเงินซื้อนอน ถามว่า ทำไมไม่เข้ามาที่ร้าน เขาบอกว่า กลัวมีเงินไม่พอ เลยตัดสินใจให้ที่นอนราคา 5,500 บาทให้ผู้หญิงคนนั้นไป มาติดดูเงิน 5,500 บาท ทำให้เราดีขึ้นไม๊ คงไม่ แต่เด็กคนนั้น คงนอนเจ็บอีกหลายคืน เลยให้ฟรีไปเลย 2,500 ก็ไม่เอา เพราะเห็นสภาพของผู้หยิงใส่รองเท้าแตะขาด เอาไม่ลง บริจาคเขา ถาม ใจดีเกินไปหรือ ก็ไม่ แต่สัจจธรรมของคนทำธุรกิอ เมื่อเจอแบบนั้น ก็ต้องให้ แต่ที่สัมผัสได้ ใน 2-3 วันนั้น ผู้หญิงคนนั้น พูดทั้งโรงพยาบาลเลย เป็นการตลาดให้ผมอย่างดี”