“ศุภชัย”โต้ “สมศักดิ์” เอากลุ่มต้านกัญชามาแสดงความคิดเห็น ฟังความข้างเดียว

19

“ศุภชัย ใจสมุทร” ที่ปรึกษา รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย โต้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ” เอากลุ่มต่อต้านกัญชา มาแสดงความคิดเห็น เป็นการฟังความฝ่ายเดียว บิดเบือนข้อมูลคนใช้กัญชา ตบหน้าคนในกระทรวงสาธารณสุข

นายศุภชัย ใจสมุทร ที่ปรึกษา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ออกมาโต้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ฟังความคิดเห็นจาก นักวิชาการสมาคมราชวิทยาลัย และ เครือข่ายภาคประชาสังคม ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด YNAC (Youth Network Against Cannabis) ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านไม่เอากัญชาตั้งแต่ต้น แต่ไม่นำบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกัญชา อาทิ แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน ผู้ป่วยที่ใช้กัญชาเพื่อรักษาตัวเอง หรือแพทย์แผนปัจจุบันที่รู้คุณประโยชน์ และนำมารักษาผู้ป่วย มาร่วมแสดงความคิดเห็น เป็นการฟังความด้านเดียว ไม่รับฟังข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข ที่เข้าใจเรื่องกัญชา สร้างความอึดอัดต่อข้าราชการประจำในกระทรวงการนำกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เอากัญชา มาร่วมรับฟังความคิดเห็น เป็นการผิดหลักการรับฟังความคิดเห็นแบบมีส่วนร่วมของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย โดยแทนที่จะฟังความรอบด้านจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับกัญชาทั้งหมด ข้อมูล ผลงานวิจัยทั้งใน และต่างประเทศที่ยอมรับได้ในเรื่องกัญชา ที่ใช้เพื่อการรักษาโรค เพื่อสุขภาพ มีแพทย์แผนไทย ที่เห็นประโยชน์ของกัญชา หมอพื้นบ้านนำกัญชามารักษาผู้ป่วย มีงานวิจัยจำนวนมากที่เกี่ยวกับข้องกับกัญชามารักษาโรค วิจัยด้านกัญชาเพื่อสุขภาพและทางเศรษฐกิจ การนำบุคคลที่ไม่เอากัญชามาแสดงความคิดเห็นจึงไม่เป็นธรรม เพราะกลุ่มดังกล่าวชอบเอาตำรา เอาทฤษฎี มาข่มเหง บังคับ กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ ต้องยอมรับว่า กัญชาเป็นนโยบายตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลปัจจุบันที่แถลงไว้เพื่อการแพทย์ เพื่อสุขภาพ และเศรษฐกิจ จู่ๆ จะเอาไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง ที่บอกว่าค่ารักษาคนที่ป่วยกัญชาสูงขึ้นจาก 3,000 ล้านบาท มาเป็น 20,000 ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เอาข้อมูลนี้มาจากไหน จาก สปสช. หรือกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันกัญชาอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติใช้ 30 บาท ได้ มีผู้ใช้อยู่จะตอบคนไข้ผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างไร

ส่วนการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรมว.สาธารณสุข ได้ออกประกาศเรื่องกัญชาเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ตามนโยบายรัฐบาลและเจตนารมย์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ปลดล็อกกัญชาจากการเป็นยาเสพติดของพระราชบัญญัติยาเสพติด 2522 มิใช่การออกประกาศตามอำเภอใจ ช่วงนั้นคณะกรรมการยาเสพติดก็เห็นด้วยกับการปลดล็อก ซึ่งท่านสมศักดิ์ ก็เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมก็เห็นด้วย ผ่านมาไม่นาน จู่ๆท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์จะออกประกาศเพื่อยกเลิกประกาศดังกล่าว จึงไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย และสวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเพราะประมวลกฎหมายยาเสพติดมีศักดิ์สูงกว่าประกาศกระทรวงที่รัฐมนตรีเตรียมจะออก จึงฝากท่านได้โปรดพิจารณาทบทวนข้อกฎหมายให้ดีๆ อย่าทำผิดกฎหมายสิ่งที่ประชาชนอยากรู้ก็คือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีการสนับสนุนส่งเสริมและวิจัยในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเห็นประโยชน์จากกัญชา ซึ่งท่านน่าจะสอบถามความเห็นจากกระทรวงสาธารณสุขได้แต่ดูเสมือนว่าท่านกลับฟังราชวิทยาลัยทางการแพทย์ซึ่งมีอคติกับกัญชามาตั้งแต่ต้นโดยไม่ได้นำความเห็นของหน่วยงานที่ท่านกำกับมาพิจารณาเลย
ขณะนี้ทั้งโลกได้เห็นประโยชน์ของกัญชา หลายประเทศจึงปลดล็อกกัญชาเพิ่มมากขึ้นเช่นเยอรมนี สหรัฐอเมริกาโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้ปรับระดับกัญชาจากอยู่ประเภทเดียวกับเฮโรอีนก็เหลือเพียงเท่ากับยาโด๊ปของนักกีฬา นอกจากนี้ยอดขายกัญชาในประเทศสหรัฐมีมูลค่ามากกว่าสุราและบุหรี่ เหตุผลเพราะคนอเมริกันเห็นว่ากัญชามีประโยชน์จึงลดการดื่มสุราและสูบบุหรี่หันมาใช้กัญชา

สิ่งที่ท่านต้องชี้แจงให้ชัดเจนก็คือค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ และจำนวนเท่าใดที่เกิดจากผู้ป่วยจากการใช้กัญชายุคนี้เป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสารเปิดกว้างประชาชนสามารถเข้าถึงดังนั้นท่านต้องชี้แจงโดยละเอียดไม่ใช่มากล่าวอ้างกันลอยๆ เวลานี้ยาบ้า และบุหรี่ไฟฟ้าเกลื่อนเมือง ท่านควรหามาตรการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนดีกว่า แทนที่จะมาทำเรื่องกัญชา

จึงขอเรียกร้องว่า 1.ขอให้ฟังความรอบด้านอย่าฟังความด้านเดียวจากฝ่ายที่ต่อต้านกัญชา 2.วิธีการที่ดีที่สุด มีช่องโหว่และว่าง มีการเข้าถึงกัญชาโดยเฉพาะเยาวชนและที่สำคัญต้องออก พ.ร.บ. เพื่อคุมเข้ม ซึ่งอดีตรัฐมนตรีหมอชลน่าน ก็เคยผลักดันพ.ร.บ.แล้ว วันนี้เหมือนท่านทุบโต๊ะสั่งขัาราชการกระทรวงสาธารณสุข ในอดีตข้าราชการเหล่านี้ก็เห็นด้วย ประเทศไทยไม่ใช่ใช่เผด็จการ วันนี้เป็นประชาธิปไตย ทำพ.ร.บ.เพื่อให้ประชาชน นับ 5 ล้านคนได้ใช้ จึงขอร้องให้คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด คณะกรรมการปปส.ช่วยออกมาทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน