อภิสิทธิ์ ขึ้นเวทีงานระดมทุน ระบุจากจะสูญพันธุ์ สู่ตัวแปร อีก20 วัน อาจจะเป็นแกนนำ

ปชป.’ จัดงานระดมทุน ‘อภิสิทธิ์​’ ขึ้นเวที บอกกอบกู้พรรคเป็นภารกิจยาก​ ทั้งส.ส.และเงิน แทบไม่เหลือ แต่​ 3 เดือนทีผ่านมา ไม่มีใครบอกพรรคสูญพันธุ์​แล้ว คนเริ่มพูดเป็น ‘พรรคตัวแปร’ แต่กลัวอย่างเดียว อีก 20 วันกลายเป็น ‘พรรคแกนนำ’ เดี๋ยวเตรียมตัวไม่ทัน

วันที่ 17 ม.ค.69 พรรคประชาธิปัตย์​ จัดงาน ‘รวมพลคนทำเป็น’ ร่วมสนับสนุนงานระดมทุน​ พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย​ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค​ นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรค​ , นายกรณ์​ จาติกวณิช​ และนางการดี เลียวไพโรจน์​ ณ​ โรงละคร​เคแบงก์​ สยาม​พิฆเนศ​

บรรยากาศ​ เมื่อนายอภิสิทธิ์​ เดินทางมาถึงได้พบปะกับบรรดาผู้สนับสนุน​ที่มารอมอบช่อดอกไม้และ​ถ่ายรูปร่วมกัน ขณะที่ช่วงหนึ่งนายอภิสิทธิ์​ได้มาถ่ายรูปกับสแตนดี้แคนดิเดตนายก​รัฐมนตรี​ของพรรค​ และแซวสแตนดี้ตัวเองว่า “นี่ใครมายืนหล่ออยู่นี่​” ขณะเดียวกันภายในงานได้มีการกิจกรรมเปิดเผยความรู้สึกผ่านโพสต์​อิท บนรูปแคนดิเดตนายก​รัฐมนตรี​ และรูปประเทศไทยด้วย

ทันทีที่เวทีเริ่มขึ้นได้เปิดภาพผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตทั่วประเทศ​ ขึ้นบนเวที​ ก่อนที่จะแลกเปลี่ยนพูดคุยกับ​ 3 ผู้สมัคร​ ทั้งนายจุรี​ นุ่มแก้ว​ รองหัวหน้าพรรคและผู้สมัครสส.สงขลา​ เขต​ 2 ,ร้อยตำรวจเอก​พงศกร​ ขวัญเมือง​ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต​4 คลองเตย​-วัฒนา , นางสาววีร์ ศรีวราธนบูลย์​ ผู้สมัครสส.กทม.​เขต​ 23 พระโขนง​-บางนา​

จากนั้น​ ​3 แคนดิเดตของพรรค ขึ้นเวที​เพื่อย้ำถึงแนวนโยบายของพรรคกับอนาคตประเทศ​ โดยนายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า​ ถ้าพูดกันทางการเมืองปกติ เรียกกันว่างานระดมทุน แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ ไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็นการที่ทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเมืองที่สุจริต ก่อนเริ่มจากตรงนี้ เพื่อนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน​ เริ่มต้นที่การอธิบายวันนี้ว่า ทำไมวันนี้จึงมายืนตรงนี้ อย่างนายกรณ์ ก่อนที่เคยบอกกับตนก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ยุ่งแล้วทางการเมือง แต่จุดหนึ่งก็ทนไม่ไหว ทนไม่ได้กับหลายสิ่งที่เห็น , นางการดี​ ในฐานะคนที่อยากขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคมในเชิงวิชาการ คลุกคลีกับการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของโลก ภาวะที่เป็นคุณแม่ก็กังวลกับสิ่งที่มองเห็นอนาคตของประเทศไทย ตนไปชวนนางการดีให้เข้ามา​ ก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ถึงเวลาที่จะต้องเอาความรู้ความสามารถ มาทุ่มเทให้กับบ้านเมือง

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า​ 2 ปีที่ผ่านมา ตนใช้ชีวิต ในสิ่งหรือในสถานการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน เพราะไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่ตนรักหลงใหลผูกพันมาตั้งแต่ตนยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับประถมศึกษา ตนออกไป ไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง​ หรือไม่สนใจบ้านเมือง แต่ออกไปเพราะสภาวะแวดล้อมทางการเมืองไม่เปิดทาง​ให้ตนสามารถทำงานทางการเมืองตามความเชื่อตามอุดมการณ์ของตนได้​ ใน 2 ปีนั้นตนเจอผู้คน ไม่ว่าจะที่ไหน ต้องเจอกับประโยคที่ได้ยินบ่อยมากอยู่ 2 ประโยค คือหนึ่ง เสียดายพรรคนะ ซึ่งแม้จะสั้น​ แต่เจ็บปวด​ สำหรับคนที่อยู่บ้านหลังนี้มาเป็นเวลานาน กับประโยคที่ 2 คุณปล่อยให้ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คุณอยู่เฉยได้อย่างไร และหากซักไซร้ไล่เรียง ประเทศเป็นแบบนี้ได้อย่างไร คือทนกับความเสื่อมของค่านิยมที่ปล่อยให้การโกง การทุจริตคอรัปชั่นระบาดไปทั่ว บ่อนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองของเรา

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า​ บุคคลซึ่งมีประวัติทำผิดคดีร้ายแรง ก็สามารถที่จะลอยนวล หรือมีอำนาจในทางการเมืองได้อย่างไม่น่าเชื่อ ตนอายเวลาที่มีแขกต่างประเทศ​ แม้แต่ทูตานุทูตถามตนเรื่องนี้ ว่าประเทศไทยการเมืองไทยเป็นแบบนี้หรือ แต่ก็มีเช่นเดียวกันที่มาบอกกับตนว่า อย่ากลับเลยการเมือง มีพระผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านถามตนว่าเลิกแล้วใช่ไหมเลิกการเมือง ดีแล้ว​ ตนจึงถามว่าดีอย่างไร ท่านบอกคนอย่างคุณกะล่อนไม่เป็น ไม่ควรไปเป็นนักการเมือง​ และหากใครรู้จักตนชอบเถียงคน แต่ไม่เถียงพระ​ เถียงในใจ​ และวันที่ตัดสินใจกลับมา​ อยากจะกลับมาพิสูจน์สักครั้งว่า คนไม่กะล่อนนี่แหละจะทำให้การเมืองดีขึ้นได้​

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า​ เมื่อเกิดเปลี่ยนแปลงในพรรคของเรา​ เมื่อ 3 เดือนกว่าที่ผ่านมา ตนจึงต้องครุ่นคิด​อยู่พอสมควร เรามีโอกาสไม่ใช่การกู้พรรค​ แต่ต้องทำให้พรรคสามารถกลับมาช่วยกอบกู้ประเทศชาติบ้านเมืองได้ ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่คำพูดที่ว่าเสียดายพรรค ตนได้ยินไม่ใช่จากคนที่อยู่ในพรรค ตนได้ยินแม้แต่คนที่อยู่ต่างพรรค​ หรือคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามพรรค จึงทำให้คิดว่า ทำไมต้องเสียดายพรรคที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขา จึงตกผลึกว่าเป็นเพราะพรรคการเมืองนี้ไม่เหมือนพรรคอื่น ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจะให้นายอภิสิทธิ์ไปเป็นใหญ่เป็นโต พรรคนี้เป็นสถาบันทางการเมือง​ ที่มีความคิดความอ่านในทิศทางเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนบ้านเมือง​ ที่ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ หรือผลเฉพาะหน้าการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่ต้องสามารถส่งต่อความคิด เน้นพลังของการต่อสู้ในสิ่งที่เชื่อ จากรุ่นสู่รุ่นได้ ซึ่งโจทย์ข้อนี้ถือว่ายากแล้ว เป็นสถาบันก็คนที่เสียดายพรรค​ เสียดายสถาบัน แล้วตนจะกลับมาแนะนำสิ่งเหล่านี้คืนมาได้อย่างไร

นายอภิสิทธิ์​ ย้ำว่า​ สิ่งหนึ่งที่ตนทำได้​ คือการเอาประวัติทำงานทางการเมืองของตน​ ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ​ รักและไม่รัก เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องปกติ แต่ตนมั่นใจว่าอย่างน้อย​ ทุกคนยอมรับว่า 30 ปีในทางการเมือง​ เรื่องความซื่อสัตย์​ สุจริต และเรื่องสัจจะ​ ไม่ต้องตั้งคำถามกับตน และสิ่งนี้คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์​ได้ประกาศมาตั้งแต่ปี 2489 ตนรู้ว่า การยืนยันสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงพอ โลกเปลี่ยนไปมากนับจากวันที่ตนออกไปจากการเมือง ตนกลับมาเอาพรรคประชาธิปัตย์กลับไปอยู่จุดเดิม ไม่ใช่สิ่งที่สังคมต้องการ​ จึงรู้ว่าถ้าจะกลับมาต้องเปลี่ยนแปลงพรรคซึ่งยากมาก​ อย่างน้อยสิ่งที่ตนต้องผ่านคือ การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคโดยกลุ่มคน ซึ่งไม่ใช่คนที่ทำงานกับตนแล้วในยุคหลัง หรือเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้ตนตัดสินใจออกจากพรรคไป

ขณะเดียวกัน คนมองประชาธิปัตย์ทุกยุคทุกสมัย เมื่อก่อนไปชวนใครเข้ามา คิวมันยาวเหลือเกิน ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้มีโอกาสทำงานบริหารพรรค แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ความเป็นสถาบันหรืออย่างไร​ เมื่อ สส.หรืออดีต สส. บอกกับตนว่า อยากจะให้ตนกลับมาดูแลพรรค แม้แต่คนที่เตรียมจะย้ายพรรคแล้ว เดี๋ยวอยู่ต่อให้เลือกเสร็จ​ แล้วเดี๋ยวไปนะ ตกลงกับเขาไว้แล้ว​ แต่ก็ไม่เป็นไร บุคลากรที่ท่านเห็นในวีดีทัศน์ซึ่งมีผู้อาวุโสมากมาย ยังมีไฟในการทำงาน ก็บอกว่าเปิดทางเถอะ เปิดทางให้กับคนรุ่นใหม่​ ครั้งนี้ประชาธิปัตย์จึงเป็นบ้านหลังเดิม แต่ผู้บริหารหลายคนเพิ่งเดินเข้ามาในบ้าน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์รักษาอุดมการณ์เดิม แต่เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปด้วยกัน เอามุมมองของคนอีกกลุ่ม​ อีกรุ่นเข้ามา เสร็จแล้วนายกฯ ก็ช่วยตนยุบสภาฯ ก่อนกำหนด ทำให้การเปลี่ยนแปลงต้องเร็วขึ้นไปอีก และที่สำคัญคือ ยุบสภาฯในขณะที่คุณบอก แล้วคุณจะเหลืออะไร สส.ก็แทบไม่เหลือ เงินก็แทบไม่เหลือ จนกระทั่งท่านทั้งหลายซื้อตั๋วกันในวันนี้

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวว่า​ 3 เดือน เดินมาถึงจุดนี้ มีความอดใจระดับหนึ่ง​ ไม่มีใครพูดเรื่องสูญพันธุ์แล้ว เริ่มมีคนบอกว่าไม่ใช่พรรคเล็กแล้ว มีคนเริ่มพูดว่าเป็นพรรคตัวแปร กลัวอย่างเดียวอีก 20 วันกลายเป็นพรรคแกนนำ เดี๋ยวเตรียมตัวไม่ทัน​ ซึ่งเรียกเสียงปรบมือและเสียงกรี๊ดของ คนที่มาร่วมรับฟัง

นายอภิสิทธิ์​ กล่าวในช่วงท้ายว่า​ ตนทราบช่วงการหาเสียง ฝั่งนโยบาย คนจำไม่ได้นโยบายไหนของพรรคไหน​ หรือหลายคนบอกนักการเมืองก็เหมือนๆ กัน แต่ตนยืนยันว่า อยู่บ้านหลังนี้ อยู่บ้านสีฟ้ามา เราไม่เหมือน ทั้งแคนดิเดตนายก​รัฐมนตรี​ กรรมการบริหารพรรค​ และผู้สมัครทุกคน ตนบอกได้เลยว่ามีส่วนร่วมกับการที่จะทำงานต่อไป ในปฏิบัติการ ‘ไทยหายจน​’ เพราะเป็นพรรคที่เป็นประชาธิปไตย คนในพรรคมีส่วนร่วม เถียงกับตนได้ตลอด​ แต่ชนะหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง และเจ้านายคือประชาชน​ ไม่มีใครมาสั่ง ให้ยึดประโยชน์อื่น​ ที่ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ สิ่งที่เราทำ​ เราเดินหน้าเต็มที่​ วันนี้จึงภูมิใจได้ว่า ท่านคือผู้ที่ร่วมกับเราที่จะสร้างการเมืองที่สุจริต และชีวิตของคนไทยที่มั่นคง สำหรับคนไทยทุกคน