หน้าแรก เศรษฐกิจ/ธุรกิจ เก็บค่าผ่านทางเป็นเรียลช่วยฟื้นเศรษฐกิจอิหร่านได้เล็กน้อย

เก็บค่าผ่านทางเป็นเรียลช่วยฟื้นเศรษฐกิจอิหร่านได้เล็กน้อย

เก็บค่าผ่านทางเป็นเรียลช่วยฟื้นเศรษฐกิจอิหร่านได้เล็กน้อย

อิหร่านเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจมายาวนาน อันเป็นผลมาจากการแทรกแซงของสหรัฐฯที่ดำเนินมายาวนานกว่า 40 ปี แม้อิหร่านจะมียัญชีเดินสะพัดมีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 1.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐมีการนำเข้าประมาณ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่อิหร่านยังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อในระดับ 35% – 49% ในปี 2025-2026 กดดันค่าเงินเรียลให้ยิ่งอ่อนค่า และส่งผลต่ออำนาจซื้อในการนำเข้าสินค้าทุน เป็นผลมาจากการขาดดุล “ดุลการคลัง” (Fiscal Balance) ของรัฐบาลกลับติดลบประมาณ -3.2% ถึง -4.1% ของ GDP

การที่​คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาอิหร่าน ได้ “อนุมัติ” ร่างกฎหมายจัดการช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz Management Plan) น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจของอิหร่านดีขึ้นบ้าง

​ร่างกฎหมายระบุชัดเจนให้มีการจัดตั้งระบบ “Rial-based toll system” หรือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในสกุลเงิน “เรียลอิหร่าน” เพื่อเป็นการประกาศอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว โดยมีรายงานว่าเรือบางลำต้องจ่ายสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อเที่ยวเพื่อให้ผ่านทางได้ปลอดภัย

​ มาตรการนี้ทำให้ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้นทันที และสร้างความตึงเครียดในตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของน้ำมันดิบในโลก
.
มาตรการนี้บังคับใช้ได้จริง จะส่งผลต่อค่าเงินและเงินเฟ้อผ่านช่องทางเหล่านี้ จะช่วย​สร้างความต้องการเงินเรียล เพราะเรือสินค้าและบริษัทน้ำมันทั่วโลกที่ต้องผ่านช่องแคบ (ซึ่งมีปริมาณน้ำมันดิบผ่านถึง 20% ของโลก) จำเป็นต้องหาซื้อเงินเรียลเพื่อจ่ายค่าผ่านทาง

เมื่อมีความต้องการซื้อเงินเรียลมหาศาลจากต่างชาติ จะช่วยพยุงให้ค่าเงินเรียลแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์หรือยูโร เมื่อเงินเรียลแข็งค่าขึ้น อิหร่านจะสามารถนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบจากต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกลง (ในรูปเงินเรียล) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วย “กดตัวเลขเงินเฟ้อ” ภายในประเทศลงได้โดยตรง
.
​ ข้อจำกัดและอุปสรรค
​แม้ในทางทฤษฎีจะดูดี แต่มีเหตุผลที่มาตรการนี้อาจไม่ช่วยลดเงินเฟ้อได้มากอย่างที่คิด เพราะอิหร่านมี​ตลาดมืดและอัตราแลกเปลี่ยนหลายระบบ มีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่าง “อัตราแลกเปลี่ยนทางการ” กับ “ราคาตลาดมืด” หากรัฐบาลบังคับให้จ่ายเป็นเรียลในราคาถูกเกินไป ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงทั้งหมด
.
​ในทางปฏิบัติ เรือหลายลำเลือกชำระผ่านตัวกลางด้วยเงิน “หยวน” (CNY) หรือ “ทองคำ” แทน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถือครองเงินเรียลที่มีความผันผวนสูง ทำให้ความต้องการเงินเรียลในตลาดโลกไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากสหรัฐฯ หรือพันธมิตรใช้วิธีการคุ้มกันทางเรือ (Escort) เพื่อปฏิเสธการจ่ายค่าผ่านทาง หรือเพิ่มการคว่ำบาตรขั้นสูงสุด รายได้ที่คาดว่าจะได้รับอาจกลายเป็น “ศูนย์” และยิ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อจากการขาดแคลนสินค้า

ผลกระทบย้อนกลับ จะถูกเรียก “กรรโชกทรัพย์ทางทะเล”:
​ประกขอบด้วย ต้นทุนการขนส่งสินค้าเข้า-ออกอิหร่านเองก็จะแพงขึ้นมหาศาลตามค่าความเสี่ยงภัยสงคราม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการถูกปิดล้อมหรือการตอบโต้ทางการค้า จะสะท้อนกลับมาเป็นราคาสินค้าในตลาดอิหร่านที่แพงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อ “พุ่งสูงกว่าเดิม” แทนที่จะลดลง

​มาตรการนี้ช่วยลดเงินเฟ้อได้ “ในระยะสั้นและเชิงจิตวิทยา” หากสามารถบังคับให้เกิดการแลกเปลี่ยนเงินเรียลได้ในปริมาณมากพอจนค่าเงินเสถียร
​อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่อิหร่านยังไม่สามารถแก้ปัญหาการถูกโดดเดี่ยวจากระบบการเงินโลก (SWIFT) และความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อได้ การบังคับเก็บเงินเรียลเพียงอย่างเดียวอาจเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ที่ไม่สามารถรักษาโรคเงินเฟ้อเรื้อรังที่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรได้