รายงานพิเศษ : ทลายฮาลาล ให้รัฐเข้ามาดูแล? เมื่อศรัทธากลายเป็นภาระผู้ประกอบการ
จากโรงงานชุมพร สู่คำถามใหญ่ของโครงสร้างฮาลาลไทย ควรปรับเปลี่ยนแล้วหรือยัง
กรณีโรงงานแปรรูปโคฮาลาล จ.ชุมพร ที่ถือเป็นโรงเชือดโคที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีศักยภาพเชือดได้วันละ 200 ตัว กลายเป็นภาพสะท้อนปัญหาที่หมักหมมมานาน ของฝ่ายกิจการฮาลาลของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) เข้าไปเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรับรองฮาลาลแบบซ้ำซ้อนและแพงเกินจริง
วัว 1 ตัว ถูกแยกเก็บค่าธรรมเนียมถึง 46 ผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เนื้อส่วนต่างๆ เครื่องใน หนัง กระดูก จนสร้างภาระต้นทุนมหาศาล ทั้งที่โดยหลักการแล้วการเชือดตามหลักศาสนา 1 ครั้งควรครอบคลุมทั้งตัว
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกรณีการเรียกเก็บที่ถูกตั้งคำถาม เช่น ค่าอบรมขอใหม่ 10,000 บาท ค่าตรวจโรงงาน 20,000 บาท ค่าพาหนะตรวจ 9,100 บาท ค่าควบคุมมาตรฐานรายปี 240,000 บาท และค่าหนังสือสำคัญรายการละ 600 บาท รวมเบ็ดเสร็จเกือบบาท ต่อปี หากผู้ประกอบการมีบริษัทในเครือเพื่อจำหน่ายในและต่างประเทศ ก็ถูกเรียกเก็บค่าตรวจซ้ำโดยอ้างว่าเป็น OEM รับจ้างผลิต
ที่สำคัญ คือไม่เคยมีการชี้แจงโครงสร้างรายรับ-รายจ่ายอย่างโปร่งใสว่าเงินกระจายไปกี่เปอร์เซ็นต์ หรือใช้เพื่อพัฒนาระบบอย่างไร ทำให้เกิดคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องรื้อโครงสร้างระบบการตรวจสอบฮาลาลให้หลุดพ้นจากความรับผิดชอบขององค์กรศาสนา
1. ที่มาของฮาลาลไทย
ระบบฮาลาลไทยปัจจุบันอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 โดยให้อำนาจคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (กอจ.) เป็นผู้ออกใบรับรองเครื่องหมายฮาลาล
มีศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และกอท. ออกหนังสือรับรองการใช้ตราฮาลาล
ระบบนี้แม้จะสร้างความน่าเชื่อถือให้ฮาลาลไทยในตลาดโลก จนรัฐบาลหลายชุดตั้งเป้าผลักดันไทยเป็นฮับฮาลาลโลก โดยกระทรวงพาณิชย์เคยเสนอให้ กอท.เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน แต่ในสมัยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ก็มีแนวคิดผลักดันถึงขั้นตั้ง กรมฮาลาล เพื่อยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
.
โครงสร้างของระบบการตรวจสอบฮาลาลตามระเบียบกอท. ที่ออกตามพ.ร.บ การบริหารองค์กรศาสนาอิสลามปี 40 ได้สร้างผลประโยชน์ให้กับ กอท. และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดจำนวนมหาศาล โดย กอจ.มีจำนวน 40 จังหวัด ทำหน้าที่ตรวจรับรอง ในจังหวัดที่รับผิดชอบ ส่วนฝ่ายกิจการฮาลาล กอท.ดูแล 36 จังหวัดที่ไม่มีกอท.
ตามรายงาน มีโรงงานที่เข้าสู่ระบบฮาลาล ประมาณ 10,000 แห่ง ประเมินรายได้เฉลี่ยโรงละ 20,000 บาท มีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท กระจายไปยังกอจ. 40 จังหวัด และกอท. โดยกอท.ยังมีรายได้ จากการออกตราฮาลาล 250,000 ผลิตภัณฑ์ ประมาณ 150 ล้านบาท รวมรายได้ขององค์กรศาสนา ประมาณ 350 ล้านบาท/ปี
2. ปัญหาและอุปสรรค
เมื่อศรัทธาไม่มีบรรทัดฐานกลาง
หนึ่ง – ค่าธรรมเนียมแพงและซ้ำซ้อน
กรณีชุมพรที่แยกเก็บ 46 ผลิตภัณฑ์จากวัว 1 ตัว ไม่ใช่กรณีเดียว ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการอาหารสัตว์น้ำอย่าง TFM ต้องขอรับรองถึง 48 SKU ในครั้งเดียวเพื่อส่งออกตะวันออกกลาง แต่ไม่มีหลักเกณฑ์กลางที่ชัดเจนว่าอะไรควรนับเป็น 1 ผลิตภัณฑ์
สอง – การผูกขาดและขาดการตรวจสอบ
การรับรองฮาลาลในไทยผูกขาดโดยองค์กรเดียว ไม่มีหน่วยงานรัฐมากำกับดูแลโดยตรง ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีที่ร้องเรียนเมื่อถูกเรียกเก็บเกินพอดี และไม่มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้อย่างเป็นทางการ
.
องค์กรศาสนา เป็นทั้งหน่วยงานตรวจสอบ และหน่วยงานกำกับดูแล ไม่มีองค์กรถ่วงดุลและคานอำนาจ กอท. จึงใหญ่คับประเทศ การอุทธรณ์ก็อุทธรณ์กับกอท.ที่มักจะเข้าข้างพวกตัวเอง ความโปร่งใสและเป็นธรรมจึงกลายเป็นคำถาม
สาม – ความขัดแย้งภายในองค์กรศาสนาเอง
ครั้งที่นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ เคยได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการเนื้อโค ซฃ ถึงปัญหาการตรวจของ กอจ. และ กอท. จึงได้เสนอแนวคิดจัดตั้งองค์กรกลางของรัฐเข้ามาดูแลฮาลาลให้เป็นธรรมและโปร่งใส
แต่แนวคิดดังกล่าวถูกคัดค้านจากนายสมัย เจริญช่าง ผู้มีบทบาทสูงใน กอท.ในขณะนั้น ทำให้เรื่องเงียบหายไป ทั้งที่ปัญหายังดำรงอยู่
3. ทางออกเพื่อความยั่งยืนและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ
ถึงวันนี้ เมื่อรัฐบาลประกาศเป้าหมายยกระดับอาหารไทยเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลอาเซียนในปี 2570 และจัดตั้ง Thailand Halal Valley เพื่อเพิ่ม GDP กว่า 5.5 หมื่นล้านบาท จึงถึงเวลาต้องทบทวนโครงสร้างอย่างจริงจัง
ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม
1. จัดตั้ง “กรมฮาลาล” หรือ “สถาบันฮาลาลแห่งชาติ” ภายใต้กำกับของรัฐ เช่น สำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวงอุตสาหกรรม ทำหน้าที่เป็น Regulator กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมกลาง กำกับมาตรฐาน และเป็นผู้รับรองใบอนุญาตขั้นสุดท้าย โดยให้ กอท.และ กอจ.ทำหน้าที่ด้านศาสนบัญญัติอย่างเคร่งครัด
2. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม ไม่แสวงหาผลประโยชน์จนเกินควร วัว 1 ตัวที่เชือดอย่างถูกต้องตามหลักการ ควรคิดเป็น 1 การรับรอง ไม่ใช่แยก 46 ผลิตภัณฑ์เพื่อเรียกเก็บเพิ่ม และต้องมีเพดานราคาชัดเจนสำหรับ SME มุสลิมและไม่ใช่มุสลิม
3. สร้างความโปร่งใส เปิดบัญชีสาธารณะ รายได้จากค่าธรรมเนียมฮาลาลแต่ละปีจำนวนเท่าใด นำไปพัฒนาห้องแล็บ พัฒนาบุคลากร หรือสนับสนุนชุมชนมุสลิมอย่างไร ต้องตรวจสอบได้ผ่านแอป Halal Thai และเว็บไซต์ halal.co.th
4. แยกศาสนบัญญัติออกจากธุรกิจ ผู้ตรวจการฮาลาล (เชือด) ต้องได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมจากรัฐหรือกองกลาง ไม่ใช่ให้ผู้ประกอบการจ่ายโดยตรงจนเกิดความเกรงใจและผลประโยชน์ทับซ้อน
ฮาลาลไม่ใช่แค่ตราประทับ แต่คือความเชื่อมั่น (Amanah) ที่ผู้บริโภคมุสลิมทั่วโลกมอบให้ประเทศไทย หากระบบยังเป็นภาระและไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการมุสลิมด้วยกันเอง ความฝันที่จะเป็นฮับฮาลาลโลกก็ยากจะเป็นจริง การให้รัฐเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ไม่ใช่การทลายศรัทธา แต่เป็นการทลายระบบผูกขาดเพื่อรักษาศรัทธาให้ยั่งยืน
#ฮาลาลไทย #ยกเครื่องฮาลาล



