ทำความเข้าใจ สมองกับความรัก ในแต่ละขั้นของความรัก ตั้งแต่เริ่มจนเลิกลา

204

จากความเร้าใจเมื่อจีบกันใหม่ๆ และความตื่นเต้นยามตกหลุมรัก สู่ความสงบทางใจของความสัมพันธ์ที่ราบรื่นนั้น มีศูนย์กลางในสมองใหญ่และฮอร์โมนหลายตัวที่คอยควบคุมในแต่ละระยะ วิธีสแกนสมัยใหม่ทำให้เราเข้าไปเห็นในสมองได้ นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถถอดรหัสเคมีแห่งความรักออกมาได้…

การเกี้ยวพาราสี :ในชั่วโมงแรกๆ หรือวันแรกๆ 

การเกี้ยวพาอาจเปรียบได้กับการเข้าบ่อนหรือใช้ยาเสพติด ศูนย์กลางในสมองส่วนที่เกี่ยวกับการให้รางวัลเป็นตัวการของอารมณ์รุนแรงที่ควบคุมพฤติกรรมของเรา พื้นที่ในสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า นิวเคลียสแอกคัมเบนส์ หรือ NAcc จะสารสื่อประสาทโดปามีนออกมา ทำให้เกิดความพึงพอใจอย่างยิ่ง จนเรากระหายอยากจะทำซ้ำการกระทำที่ทำให้สารนั้นหลั่งออกมาอีก ในการทดลองนักวิทยาศาสตร์วัดระดับโดปามีนที่เพิ่มขึ้นใน NAcc ของผู้เข้ารับการทดลองที่ได้รับคำสัญญาว่าจะได้รับเงินตอบแทนกับผู้ชายรักต่างเพศที่เห็นภาพของผู้หญิง

ความสุขคือความเครียด ความอิ่มเอิบใจในช่วงตกหลุมรักนั้น ปกติมักมองกันว่าเป็นช่วงเวลาของความสุข แต่เอาเข้าจริงมันแฝงไว้ด้วยความไม่ไว้วางและความไม่มั่นคง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ตรวจสมองของคนที่เพิ่งตกหลุมรัก ก็พบว่ามีสภาวะเครียดร่วมด้วยอย่างเห็นได้ชัด ฮอร์โมนที่มีความเครียดมีระดับสูง และพื้นที่ส่วนใหญ่ส่วนที่สมองทำงานเกี่ยวกับการเลือกและการตัดสินว่าคนอื่นมีจุดมุ่งหมายอย่างไรเกิดกิจกรรมสูงขึ้น

จำเป็นต้องเลือกอย่างยากลำบาก

การตกหลุมรักนั้นเกี่ยวพันกับการสงสัย ไม่แน่ใจอย่างมากด้วย ในปี 2011 จิตแพทย์ซูเซี่ยวเมิ่งจากมหาวิทยาลัยสโตนีบรุกในนิวยอร์กสแกนสมองของหนุ่มสาว 18 คน ที่เพิ่งตกหลุมรัก การทดลองแสดงให้เห็นว่า ภาพของคู่รักกระตุ้นกิจกรรมในออร์บิทอฟรอนทัลคอร์เทกซ์ หรือ OFC อย่างสูง สมองบริเวณนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจว่าการกระทำแบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน

ภาพคู่รักกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมในสมองอันเป็นศูนย์การให้รางวัลด้วย สมองส่วนนี้เรียกว่าบริเวณเวนทรัลเทกเมนทัลหรือ VTA แต่จะกระตุ้นเฉพาะซีกขวา ถ้าเห็นภาพญาติสนิท จะเกิดการกระตุ้นที่ซีกซ้าย สมองจึงเป็นตัวแยกแยะระหว่างความรักใคร่แบบคนรักกับความรักใน ครอบครัว

สามารถวัดระดับความรักได้ คนที่มีความรักมักเป็นกังวลว่าคนรักจะรักตอบหรือไม่ พื้นที่เล็กๆ ในสมองที่เรียกว่า แองกูลาร์ไจรัส (Angular Gyrus) ซึ่งอยู่ระหว่างสมองส่วนใหญ่ส่วนท้ายทอยกับความเข้าใจเรื่องอารมณ์ ความรู้สึกและเจตนาของคนอื่น (ทฤษฎีแห่งจิตใจ) สมองส่วนนี้จะทำงานหนักเวลาเราตกหลุมรัก สเตฟานี ออร์ทีค แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตแซนตาบาร์บารา สแกนสมองของผู้หญิงที่กำลังมีความรัก 29 คน เวลาที่พวกเธอนึกถึงความรัก การทดลองแสดงให้เห็นว่า ยิ่งรู้สึกรักมากเท่าไหร่ สมองส่วนนี้จะทำงานหนักมากเท่านั้น

ความสัมพันธ์คงที่ : 1 ปีขึ้นไป 

ฮอร์โมนสร้างความมั่นคงปลอดภัย หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความเครียดและความสุขใจของการตกหลุมรักไปราว 6-12 เดือน ความสัมพันธ์จะเข้าสู่ช่วงคงที่ ซึ่งถูกควบคุมโดยสารเคมีตัวอื่น ฮอร์โมนคอร์ติซอลและโปรตีน NGF ลดลงสู่ระดับปกติ แต่ปริมาณฮอร์โมนออกซิโทซินจะเพิ่มขึ้น ออกซิโทซินจะมีประสิทธิภาพต่อสมองส่วนอะมิกดาลาในสมองใหญ่ส่วนขมับตรงส่วนนั้น ฮอร์โมนจะสู้กับความเครียดและความกังวล ทั้งช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยและสันติในความสัมพันธ์ที่คงที่

ออกซิโทซินทำให้คุณน่าดึงดูด

ฮอร์โมนออกซิโทซินเป็นกุญแจสำคัญในชีวิต รักของมนุษย์ในปี 2013 จิตแพทย์ชาวเยอรมัน เรเนอ ฮูร์เลมันน์ แห่งมหาวิทยาลัยบอนน์ในเยอรมนี ตีพิมพ์ผลการทดลองน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับออกซิโทซิน ฮูร์เลมันน์ให้ชายหนุ่ม 20 คนที่มีความสัมพันธ์ราบรื่นและยาวนานมองดูภาพของผู้หญิงหลายๆ คน โดยในภาพเหล่านั้นมีภาพแฟนของเขารวมอยู่กับผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก โดยผู้ชายเหล่านั้นต้องให้คะแนนความสวยกับผู้หญิงแต่ละคน

หลังจากนั้นฮูร์เลมันน์ก็ทำซ้ำ แต่คราวนี้ให้ผู้ชายพวกนั้นพ่นออกซิโทซินที่จมูก ผลนั้นน่าสนใจมากเพราะถ้าตกอยู่ใต้อิทธิพลของฮอร์โมน ผู้ชายเหล่านั้นพบว่าคู่รักของตนดูดึงดูดใจมากกว่าก่อนหน้านี้ แต่ฮอร์โมนไม่ได้มีผลอะไรกับผู้หญิงอื่น การสแกนสมองเผยว่า ออกซิโทซินไปกระตุ้นสมองบริเวณนิวเคลียสแอกคัมเบนส์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การให้รางวัล การทดลองอื่นแสดงให้เห็นว่า สมองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างความรู้สึกดีๆ ของความรักโรแมนติก ดังนั้น ฮอร์โมนนี้จึงช่วยสร้างความผูกพันระหว่างคู่รัก

ความสัมพันธ์ที่มั่นคงช่วยยับยั้งอารมณ์ทางด้านลบ

นักชีววิทยาทางประสาท เซเมียร์ เซกิ จากยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจในลอนดอน ศึกษาผลสแกนสมองในการทดลองของนักวิทยาศาสตร์อื่น ขณะที่ผู้เข้าทดลองเห็นภาพคนรักของตนเอง เขาสรุปว่า สมองหลายส่วนจะทำงานน้อยลงถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่มั่นคงและมีความสุข สมองดังกล่าว ได้แก่ อะมิกดาลา ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกลัว และเปลือกสมองส่วนข้างและส่วนขมับซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างอารมณ์ทางลบกิจกรรมที่น้อยลงในพื้นที่เหล่านี้จะทำให้เกิดความสมดุล ความสงบ และความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น อันเป็นอารมณ์หลักของความสัมพันธ์ที่มีความสุข

ผลสแกนสมองแสดงให้เห็นว่า คนที่อยู่ในความสัมพันธ์ระยะยาวนั้น กิจกรรมของสมองในส่วนออร์บิทอฟรอนทัลคอร์เทกซ์จะลดน้อยลงเวลาได้เห็นภาพของคู่รัก สมองส่วนนี้จะทำงานเวลาที่เราตัดสินใจว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับเรา เซเมียร์ เซกิตีความว่า การที่กิจกรรมลดลงหมายถึงคนที่มีความสัมพันธ์ มั่นคงแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักและไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากมายนักกับการคาดเดาถึงอารมณ์ของคู่ของตน ไม่เหมือนคนที่กำลังตกหลุมรัก

ฮอร์โมนสามชนิดควบคุมความปรารถนา

ชีวิตทางเพศของเราถูกควบคุมจากฮอร์โมนสามชนิด นั่นคือฮอร์โมนเพศของชายและหญิง ได้แก่ เทสโทสเตอโรน และเอสโตรเจน กับฮอร์โมนออกซิโทซิน ซึ่งทำให้เกิดความรื่นรมย์และความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน

เลิกรา

รักที่ไม่สมหวังเหมือนโรคซึมเศร้า หากความสัมพันธ์ระยะยาวจบสิ้นลง เราสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงในสมองได้เช่นกัน จิตแพทย์ คริสตินา สเติสเซิล จากมหาวิทยาลัยไฟรดริช อาเลกซันเดอร์-อูนิเวอร์ซิแตต แอร์ลังเงินเนอร์นแบร์ก ในเยอรมนี เปรียบเทียบผลสแกนสมองของคน 12 คน ที่ถูกคู่ทิ้งไปกับอีก 12 คน ที่มีความสุขในความสัมพันธ์

สมองส่วนอินซูลาร์คอร์เทกซ์ (Insular Cortex) กับแอนทีเรียร์ซิงกูเลตคอร์เทกซ์ (Anterior Cingulate Cortex: ACC) ของคนที่ถูกทิ้งจะทำงานลดน้อยลง

สมองบริเวณนี้จะประมวลผลอารมณ์ทั้งบวกและลบ และจะทำงานลดน้อยลงในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วย ดังนั้นจึงอธิบายได้ว่าทำไมเรารู้สึกเศร้าเมื่อความสัมพันธ์ระยะยาวจบสิ้นลง.