อ่าน “ยาซีน”ต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน 250 หลังคา 3 มัสยิด 1 กุโบว์ 1 วัด 1 ปอเนาะ ถูกรื้อทิ้ง

316

ชาวบ้านแถลงการณ์ พวกเราทั้งหลายคือ “เหยื่อของการพัฒนา” ได้รับความทุกข์อันแสนสาหัส และต้องกล้ำกลืนกับวาทกรรมของ “ความเจริญ”
การที่รัฐบาล และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พยายามเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,200 เมกกะวัตต์ ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน ต้องใช้พื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านออย่างรุนแรง

แถลงการณ์ของชาวบ้าน ระบุว่า กระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่ไม่สะท้อนถึงสภาพพื้นที่โดยครบถ้วนถูกต้อง หรือ EHIA ที่ทำไปเพียงเพื่อให้ครบตามกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้สนใจมิติผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังบิดเบือนกระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประชาชนในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ผ่านมาพวกเราคนในพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้พยายามสื่อสารเพื่อแสดงให้รู้ว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นคือที่ตั้งของชุมชน เป็นถิ่นฐานที่มีประชาชนอาศัยอยู่เกือบ 300 ครัวเรือน โดยมีศาสนสถานทั้งของชาวไทยพุทธ และไทยมุสลิมตั้งอยู่ด้วย ตลอดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่ดำรง และสืบสานไว้ซึ่งวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้

พวกเรายืนยันชัดเจนเสมอมาว่า เราไม่ได้ปฏิเสธการผลิตพลังงาน และยังเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานของภาคใต้ และของประเทศโดยรวม แต่ที่ผ่านมาเรามีความห่วงกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า การใช้เชื้อเพลิง “ถ่านหิน” ในการผลิตไฟฟ้านั้น“ไม่เหมาะสม” และจะเป็นอันตรายกับคนในพื้นที่ตั้งโครงการ และพื้นที่ใกล้เคียงในวงกว้าง ซึ่งไม่ใช่แค่ชาวเทพาเท่านั้น แต่รวมถึงผู้คนและชุมชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

กระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ใช้เวลาอย่างรวดเร็วเพียง 9 เดือน สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ด้วยกลวิธีการที่มิชอบ และข้อมูลที่นำเสนอในรายงาน ไม่เป็นที่ยอมรับในทางวิชาการ นั่นคือความรุนแรงอันยิ่งใหญ่ที่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องต่อโครงการนี้ ได้กระทำไว้กับประชาชนชาวเทพา

กระทั่งล่าสุด คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ คชก. ซึ่งถือเป็นคณะนักวิชาการที่ต้องมีภูมิความรู้ทางวิชาการ และต้องมีความเป็นกลางในการพิจารณาถึงข้อมูลในรายงาน จากกระบวนการทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา ก็กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่ควรต้องเป็น แต่กลับได้พิจารณา และทำการอนุมัติให้รายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ฉบับดังกล่าวผ่านไปได้โดยไม่สนใจถึงที่มาที่ไปของกระบวนการ และข้อมูลอันมิชอบที่ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่ต้น จนทำให้การศึกษา ไม่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพต่ำ อย่างที่ไม่สามารถยอมรับได้

ขั้นตอนจากนี้ไป จะมีการนำรายงานฉบับดังกล่าว เข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งหากผ่านการพิจารณาในขั้นนี้ก็จะเป็นการรับรองในความผิดเพี้ยนนี้เพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ประชาชนในพื้นที่ผู้ต้องได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างพวกเราจะมีที่พึ่งอันใด ที่จะเข้ามาปกป้องและคุ้มครองชีวิต และความเป็นอยู่ในอนาคตต่อไปได้

ในขณะที่ล่าสุดนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กำลังดำเนินการเพื่อจัดให้มีการโยกย้ายถิ่นฐานบ้านเรือน และศาสนสถานต่างๆ ที่ตั้งทับซ้อนอยู่ภายในพื้นที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ชุมชนกำลังจะตาย” และพวกเราทั้งหลายคือเหยื่อของการพัฒนาความเจริญรุ่งเรือง ที่ต้องแลกด้วยชีวิต และบ้านเกิดเมืองนอนของเรา มันคือความเป็นธรรมแล้วกระนั้นหรือ

การเดินทางมาครั้งนี้ของพวกเราทั้ง 4 คน เพียงเป็นตัวแทนของผู้ที่กำลังได้รับความทุกข์อันแสนสาหัส และต้องกล้ำกลืนกับวาทกรรมของ “ความเจริญ” ที่มีแต่จะเบียดขับให้พวกเราออกจากบ้านของตนเองในฐานะของผู้เสียสละ

เราจึงขออ่าน “ยาซีน” อันเป็นบทบัญญัติบทหนึ่งในคัมภีร์อัล-กุรอาน เพื่อสื่อสารถึงพระผู้เป็นเจ้า ให้พระองค์ได้รับรู้ถึงสาเหตุของความทุกข์ร้อนเหล่านั้นที่เกิดขึ้น จากการกดขี่จากอำนาจใดก็ตาม เพื่อให้พระองค์ได้สื่อสาร และประทานความเมตตาไปยังผู้คน และชุมชนที่กำลังจะหมดลมหายใจทุกคน ทุกหนแห่ง (“ความศานติ” พระดำรัสหนึ่งจากพระเจ้าผู้ทรงเมตตาเสมอ, ยาซีน : 59)

และเราขอวิงวอนให้พระผู้เป็นเจ้าได้ปกป้องผู้คน และชุมชนทั้งหลายให้รอดพ้นจากความหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ด้วย ขอพระองค์ทรงเมตตา 23 สิงหาคม 2560