เมื่อ”ตาอิน-ตานา”เปิดศึก! คนได้ดี หนีไม่พ้น”ตาอยู่”

297

หลังจาก “นคร มาฉิม”อดีต สส.เมืองสองแคว พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์(ปชปใ) ออกมา เปิดประเด็น “จุดไฟ”เผาห้องเครื่อง ปชป. อดีตบ้านเก่าของตัวเอง อย่างเจ็บปวด

เนื้อหา อัน เป็นประเด็นสำคัญ คือ นคร มาฉิม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอโทษ ทักษิณ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก กรณีที่ตน ในฐานะ สมาชิก พรรค ปชป.เคยมีส่วนร่วม สนับสนุน ล้มรัฐบาล พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย พร้อมเล่าถึงวิธีและผนึกกำลัง นักการเมือง กองทัพ ข้าราชการ และอื่นๆ

“เหตุใดพวกเราพ่ายแพ้ต่อท่าน อย่างยับเยินทั้งที่พวกเรา และแนวร่วมฝ่ายอนุรักษนิยมมีความพร้อมทั้งทุน เครือข่าย นายทุน กลุ่มขุนศึก กลุ่มศักดินาอำมาตย์ และเครือข่ายข้าราชการ ได้ใช้สรรพกำลังทุกองคาพยพอย่างเต็มที่แล้ว ใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใช้วาทกรรมทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะรวยแล้วโกง โกงทั้งโคตร ทุจริตเชิงนโยบาย ฯลฯ แต่ยังไม่สามารถหยุดยั้งความนิยมในตัวท่านและพรรคของท่านได้

ขณะนั้นพวกเราตื่นตระหนกกันมาก จึงร่วมกับทุกฝ่ายระดมสรรพกำลัง ทั้งฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายข้าราชการประจำและที่สำคัญที่สุดและแนบเนียนที่สุดคือ ฝ่ายตุลาการระดับสูงบางคนที่เชื่อมั่นและศรัทธาฝ่ายเผด็จการอนุรักษนิยมในนามตุลาการภิวัฒน์ ร่วมกันขย้ำท่าน และพรรคของท่านให้ตายคามือ ยึดอำนาจด้วยปืน ยุบพรรคท่านทิ้งด้วยกฎหมาย ตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหาร”

เบื้องต้นประชาธิปัตย์เตรียมฟ้องนครตามความผิดมาตรา 326 และ 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเตรียมเอาผิดเพิ่มตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประเด็นนำข้อมูลเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย หรือความตื่นตระหนกแก่ประชาชนนั้นเข้าข่ายผิด

ปลุกให้บรรยากาศการเมืองกลับมาดุเดือด ดังจะเห็นจากท่าทีของสมาชิกสองพรรคใหญ่ออกมาเปิดสงครามน้ำลายถล่มกันอีกรอบ จนทำท่าว่าจะบานปลายต่อไป แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกกับความระหองระแหงของสองพรรคใหญ่ที่ผ่านมาที่กระทบกระทั่งกันมายาวนานและรุนแรงกว่านี้เมื่อในอดีต

แต่ต้องยอมรับว่าหลังรัฐประหารเรื่อยมา ทั้งประชาธิปัตย์ และ เพื่อไทย ซึ่งเสมือนต้องร่วมหัวจมท้ายตกอยู่ในชะตากรรมที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้กำหนดด้วยแล้ว ดูต่างฝ่ายต่างจะลดลาราวศอกไปเยอะ

ความขัดแย้งที่เคยปะทุในอดีตจึงถูกพักยกไว้ชั่วคราว แถมยังมีหลายๆ ครั้งที่สองพรรคใหญ่ ออกมาประสานเสียงแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎ กติกา เลือกตั้ง รวมไปถึงการเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว

ดังนั้น การเปิดศึกถล่มกันยกใหม่ของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ จึงมีแต่จะส่งผลดีกับทาง คสช.ที่กำลังเดินหน้าเตรียมหาหนทางเข้าสู่อำนาจรอบต่อไปหลังการเลือกตั้ง

ประการแรก เมื่อสองพรรคใหญ่เปิดศึกกัน ย่อมเข้าทางยุทธศาสตร์ คสช.อันจะเป็นการเบี่ยงเป้าไม่ให้ ทั้งคู่สามารถประสานกำลังถล่ม คสช.ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ดังจะเห็นจากที่ผ่านมาหลายครั้งพรรคการเมือง ต่างออกมารุมถล่ม คสช.ในประเด็นต่างๆ จนสะบักสะบอมสะเทือนถึงคะแนนนิยมที่สู้อุตส่าห์ทำมาอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งเวลานี้ สถานการณ์ดูด อันรุนแรงของ กลุ่มสามมิตร ที่เข้าไปล้วง อดีต สส.พรรคต่างๆ ออกมาโวยวาย กันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อสองพรรคใหญ่ ออกมาเปิดฉาก ถล่มกันเอง ย่อมทำ กระแสต้าน คสช.ลดลง

ประการที่สอง เมื่อรอยร้าวระหว่าง ปชป. และ พท.ขยายวงกว้างขึ้น โอกาสจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล ต่อสู้ กับพรรคของ คสช. ย่อมเป็นไปได้ยากขึ้น หากจำได้ ก่อนหน้านี้ แม้ทั้งสองพรรคใหญ่ เคยประกาศไม่สนับสนุนรัฐประหาร และมีจุดยืนไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย

แต่ขณะเดียวกันการจะให้สองพรรคใหญ่มาจับมือร่วมตั้งรัฐบาลเองก็เป็นสูตรที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหลายคนยังพูดถึงสูตรนี้ แต่หากสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายยังทะเลาะกันเช่นนี้ต่อไป ย่อมทำให้สูตรจัดตั้งรัฐบาลนี้ต้องปิดประตูตาย

ประการที่สุดท้าย การที่บรรยากาศการเมืองกลับมาเต็มไปด้วยสงครามน้ำลาย เหมือนในอดีตย่อมทำให้ประชาชนที่เคยอิดหนาระอาใจกับการเมืองแบบเดิมๆ รู้สึกหมดหวังกับอนาคตที่เคยคิดว่าจะฝากความหวังกับนักการเมือง และ หันไปสนับสนุนพรรคการเมืองที่มาจาก คสช.

เข้าทำนอง “ตาอิน กะ ตานา” ทะเลาะกัน คนได้ดี หนีไม่พ้น คือ “ตาอยู่”จากตำนาน นิทานภาษิตสอนใจในอดีต!