ต้นเหตุรถติด!สั่งเข้มงวดรถนำขบวน อย่าเว่อร์ชาวบ้านเดือนร้อน เผยรมต.ยังไม่มีสิทธิ์ใช้

395

นายกฯสั่ง-ผบ.ตร. เอาจริงรถนำขบวน ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน อย่าเว่อร์ ชี้นิ้วสั่งรถหยุดไม่ได้ ต้องสุภาพตามมาตรฐานความปลอดภัยเท่านั้น

วันที่ 14 ส.ค.61 ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเรื่องที่นายกรัฐมนตรีปรารภต่อที่ประชุมครม. เกี่ยวกับเรื่องการจราจร โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลสำคัญต้องรีบเร่งเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจให้ทันตามเวลาที่กำหนดและมีการจัดรถนำขบวนหรือรถตามขบวนตามมาตรฐานของการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัยว่า นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว ไม่อยากให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

จึงมีนโยบายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องของการจัดการรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญและผู้นำต่าง ๆ ทั้งในส่วนของสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี รวมไปถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกคน ดำเนินการด้วยความรัดกุม รอบคอบ อย่าให้ประชาชนได้รับผลกระทบหรือได้รับก็ขอให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เช่น หากมีความจำเป็นต้องขอทาง กรณีที่มีทางแยกและเป็นทางร่วมกัน ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องปิดเส้นทางหนึ่งเป็นระยะสั้น ๆ ประมาณ 1 นาที เพื่อให้ขบวนผ่านไปนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้วยความรัดกุมรอบคอบ รวมทั้งบุคคลที่เป็นผู้นำที่นั่งอยู่ในขบวนก็ขอให้กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะเวลาขอทางให้ปฏิบัติด้วยภาษากายและวาจาด้วยความสุภาพเรียบร้อย เพราะเป็นผู้ที่ไปขอทางเขาและประชาชนจะต้องเป็นผู้อนุเคราะห์หรือให้ทาง ซึ่งโดยปกติประชาชนก็ยอมที่จะให้ทางไปก่อนอยู่แล้ว ดังนั้นเจ้าหน้าที่ที่เป็นกันขบวนทั้งหลายเหล่านี้ จะต้องมีความสุภาพเรียบร้อย อย่าให้มีข้อรายงานมาโดยเด็ดขาดว่าไปกระทำการอันหนึ่งอันใดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งทุกคนก็รับไปปฏิบัติ

ด้านพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. กล่าวถึงกรณีมีประชาชนร้องเรียนว่าการจราจรติดขัด เนื่องจากมีการปิดจราจรเพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางของคณะรัฐมนตรีในหลายเส้นทาง ว่า ยอมรับว่าสาเหตุการจราจรติดขัดใน กทม. นอกจากสภาพถนน ฝนตก การก่อสร้างปิดพื้นผิวจราจรในหลายจุดแล้ว

ส่วนหนึ่งมาจากตำรวจที่ทำหน้าที่ขับขี่รถนำขบวนที่มีการเปิดไซเรนขอทาง และมีการปิดกั้นการจราจร ซึ่งหลังจากนี้การเดินทางของคณะรัฐมนตรีหรือบุคคลใดก็ตามต้องทำตามความเหมาะสม จะพยายามไม่ให้ส่งผลกระทบกับการจราจรจร เพิ่มปัจจัยที่ทำให้รถติด โดยเฉพาะต้องเลี่ยงการปิดจราจร กั้นรถ เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนที่สัญจรบนท้อง ต้องไม่ทำอะไรที่เกินความพอดี

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ สั่งการแล้วการนำขบวนต้องเกิดผลกระทบการจราจรน้อยที่สุด ได้คาดโทษว่าหากบริหารจัดการจราจรไม่ดี การนำขบวนรัฐมนตรีหรือคนสำคัญ แล้วทำเกิน ไม่เหมาะสม จนไปกระทบประชาชน ทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้นจะลงโทษเด็ดขาด เพราะนี่คือปัจจัยที่ทำให้การจราจรติดขัด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ไม่อยากให้เห็นภาพการอำนวยความสะดวกจราจรคณะรัฐมนตรีมากกว่าประชาชน

จึงสั่งการเด็ดขาด ส่วนกรณีช่วงนี้ที่มีการก่อสร้างทางรถไฟฟ้า อุโมงค์ทางแยก เป็นลักษณะทางกายภาพที่จะต้องสร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนวางแผนในการเดินทาง เผื่อเวลา หลีกเลี่ยงเสร็จทาง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งผบ.ตร.สั่งการให้ตำรวจที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่ประชาชนอย่างเต็มที่

สำหรับหลักเกณฑ์การใช้รถนำขบวน มีรายละเอียด ดังนี้

ตามหนังสือ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร.0205/ ว189 ลง 2 ต.ค. 2544 ให้ถือปฏิบัติเรื่องหลักเกณฑ์การใช้รถตำรวจนำขบวนของบุคคลสำคัญ หรือ นักการเมืองหรือ การใช้รถนำขบวนรับรองแขกต่างประเทศในการเยือนประเทศไทย นอกจากขบวนเสด็จพระราชดำเนิน ขบวนเสด็จพระดำเนิน และขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งมีรถตำรวจนำขบวนตามปกติประเพณีแล้ว บุคคลสำคัญอื่นๆ สามารถใช้รถตำรวจนำขบวนได้เป็นประจำหรือ ครั้งๆ ไป ตามหลักเกณฑ์ นั้น

เพื่อให้หลักเกณฑ์ การขอใช้รถวิทยุตำรวจทางหลวงนำขบวนเกิดความชัดเจน

สะดวกแก่การปฏิบัติของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตามแนวทางการปฏิบัติที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ลง 25 ก.ย.2544 เรื่องหลักเกณฑ์การใช้รถตำรวจนำขบวนของบุคคลสำคัญ หรือ นักการเมือง หรือการใช้รถนำขบวนรับรองแขกต่างประเทศในการเยือนประเทศไทย สำหรับนอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง หรือ ผู้ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับการตำรวจทางหลวง มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้ใช้รถตำรวจทางหลวงนำขบวนเป็นครั้ง ๆ ไป ตามความจำเป็นแห่งโอกาสสำหรับบุคคล ดังนี้

1.การใช้รถตำรวจทางหลวงนำขบวนเป็นประจำโดยปกติ  ได้สำหรับบุคคล ในกรณีนี้ (เป็นภารกิจปกติที่ต้องจัดรถนำขบวนโดยมิต้องร้องขอ) ดังนี้

1.1 ประธานองคมนตรีรัฐบุรุษ

1.2 นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา (ประธานสภาผู้แทนราษฎร)รองประธานรัฐสภา (ประธานวุฒิสภา) ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด

1.3สมเด็จพระสังฆราช

1.4 รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรี  ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  และประธานกรรมการที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และมีอำนาจหน้าที่ติดตามการปฎิบัติราชการในท้องที่ต่างๆ

1.5 ผู้เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

  1. การใช้รถตำรวจทางหลวงนำขบวนที่จะต้องอนุญาตให้ใช้เป็นครั้งๆไป ตามความจำเป็นแห่งโอกาสสำหรับบุคคล (เป็นกรณีจะต้องร้องขอ หรือ สั่งการ และ ต้อง

อนุญาตตามระเบียบ)  ดังนี้

2.1ผู้แทนพระองค์ พระราชอาคันตุกะ ประมุขของรัฐต่างประเทศ ผู้นำรัฐบาลต่างประเทศ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ

2.2 องคมนตรี

2.3ผู้นำทางศาสนาอื่น สมเด็จพระราชาคณะ

2.4 ขบวนที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดของบุคคลในตำแหน่งหน้าที่สำคัญของส่วนราชการต่างๆ ที่จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจสำคัญของทางราชการ และเกรงว่าจะไม่ทันเวลา  เช่น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล, ผู้ว่าราชการจังหวัด, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นต้น

2.5ขบวน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ตำรวจนำขบวนเพื่อความปลอดภัยของขบวน หรือความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนตามความจำเป็นแก่กรณี เช่น รถนักเรียน ขบวนรถซึ่งเดินทางไปประกอบศาสนกิจหรือพิธีการ  ขบวนที่มีรถหลายคัน เป็นต้น

หรือเป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนของบุคคลผู้มีตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ในทางราชการเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจสำคัญของทางราชการ

3.หลักเกณฑ์การขอใช้รถตำรวจทางหลวงนำขบวน ที่จะต้องพิจารณาอนุญาตซึ่งมีความจำเป็นต้องการขอใช้รถตำรวจทางหลวงนำขบวน ตามวัตถุประสงค์ (เป็นกรณีที่บุคคลทั่วไปขอ ซึ่งจะต้องพิจารณาอนุญาตตามหลักเกณฑ์ ) ดังนี้

3.1เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง หรือเส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

3.2จำนวนรถในขบวน

3.2.1รถโดยสาร(บัส) จำนวน 5  คันขึ้นไป

3.2.2รถยนต์เก๋ง จำนวน 8 คันขึ้นไป

3.2.3รถยนต์เก๋งและรถยนต์โดยสารรวมกัน  8 คันขึ้นไป

3.3ต้องมีรถวิทยุตรวจการณ์เพียงพอ และไม่เสียภารกิจหลักหรือ การถวายความปลอดภัย