เวอร์ไป! ใช้ 1,000นายปิดล้อมหนองจิก ล่าคนร้ายยิงทหารพราน นศ.ใต้จี้ทบทวน

277

องค์กรพันธมิตรนักศึกษาแถลงค้านกอ.รมน.นำเจ้าหน้าที่ 1 พันนาย ปิดล้อมหนองจิก เพื่อจับกุมคนร้ายยิงทหาร ชี้ทำชาวบ้านเดือดร้อน ประกอบอาชีพไม่ได้

กรณีเหตุคนร้ายดักซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารชุดกองร้อยทหารพรานที่ 43030 จำนวน 6 นาย ขณะมุ่งหน้ากลับฐานปฏิบัติการ จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานถูกยิงเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 4 นาย เมื่อ 11 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ต่อมาได้มีการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ภายใต้กฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเขตพื้นที่ 2 ตำบล ได้แก่ ต.บางเขา และ ต.ท่ากำชำ ภายใต้ยุทธการบางทันบางเขา ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยมีการนำกำลังผสมเพิ่มลงพื้นที่ 1,000 นาย เพื่อปิดล้อมตรวจค้นไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุ โดยมีกำลังทั้งทางบก น้ำ อากาศ

ปฏิบัติการไล่ล่ากลุ่มคนร้ายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำลังทหาร ทั้งทหารพราน ฉก.ทหารพรานที่ 43 สนับสนุนกำลังทหารพรานเพิ่ม เป็นชุด ฉก.ทหารพรานที่ 22 ชุดปฏิบัติการทางน้ำ ทางเรือของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน จ.นราธิวาส และชุดปฏิบัติการทางอากาศของชุดอโณทัย

นอกจากนั้น ยังสนธิกำลังปิดล้อมตรวจค้นไล่ล่ากลุ่มคนร้าย ตามยุทธการบางเขา-ท่ากำชำ ในเขตพื้นที่ ต.บางทัน ต.บางเขา ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก และเกาะตันหยงเปาว์ ซึ่งเป็นป่าโกงกางทึบ รวมทั้งการตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั้งบนบก และทางน้ำ และปล่อยกำลังไปควบคุมตามจุดต่างๆ ที่เป็นเส้นทางประชาชนสัญจรไปมา จึงทำให้มีตัวแทนประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะภรรยาของผู้ถูกควบคุมในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุลอบซุ่มยิงกำลังทหารพรานดังกล่าว เข้ามาร้องทุกข์ต่อศูนย์ประสานงานสิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าการดำเนินการยุทธการดังกล่าวได้ละเมิดสิทธิของพลเมือง จนทำให้ประชาชนหวาดกลัว หวาดระแวง เพราะไม่รู้ใครจะต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยที่จะถูกเชิญไปสอบสวน จนทำให้ไม่กล้าออกไปทำมาหากิน เพราะประชาชนในพื้นที่ 2 ตำบลดังกล่าว ยึดอาชีพทำประมงเป็นส่วนใหญ่ จะออกไม่เป็นเวลาที่แน่นอน

วันที่ 19 ก.ย. องค์กรพันธมิตรนักศึกษาได้ออกแถลงการณ์ต่อท่าทีดังกล่าว พร้อมแคมเปญ หรือรณรงค์พื้นที่ “หนองจิกพื้นที่สีเขียว ไม่ใช่พื้นที่สีแดง” โดยมีคำแถลงการณ์ดังนี้ จากเหตุการณ์ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยมีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 4 นาย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 ไม่เพียงแต่เป็นเหตุการณ์ที่นำความเศร้าโศกให้เกิดแก่ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บเท่านั้น แต่ประชาชนทุกคนก็เสียใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาซึ่งการไล่ล่า ปิดล้อม ตรวจค้นอย่างต่อเนื่อง วันละ 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่วันที่ 12 จนถึงปัจจุบัน ใน ต.บางเขา และ ต.ท่ากำชำ จ.ปัตตานี เป็น 2 ตำบลที่มีบริเวณใกล้เคียงเกิดเหตุซุ่มโจมตี จากการแถลงข่าวที่แข็งกร้าวของ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ที่กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กว่า 1,000 นาย ที่เป็นกำลังร่วมทั้งตำรวจ ทหาร นาวิกโยธิน หน่วยบิน และฝ่ายปกครอง ดำเนินการปฏิบัติการทางทหารเพื่อการจับกุมผู้กระทำผิด

ขณะเดียวกันมีการเตรียมกฎหมายให้เข้มข้น โดยอาจจะต้องเอาผิดถึงพ่อแม่ ภรรยา ญาติพี่น้องของผู้ต้องสงสัยที่กำลังหลบหนีที่สำคัญ และประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ ต.บางเขา และ ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี นำอาวุธปืน เครื่องกระสุน และยานพาหนะมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2557 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของบุคคล กลุ่มคน แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการกระทำจากคนในพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญเพื่อรักษาความสงบของบ้านเมือง และป้องกันมิให้เกิดการกระทำซ้ำ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่งของเจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วน และเราสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่การใช้กำลังประมาณ 1,000 นาย เพื่อไล่ล่าคนร้ายเพียงไม่กี่คน เป็นการใช้กำลังที่ไม่ได้สัดส่วน (disproportionate use of force) อันจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเกิดบรรยากาศของความหวาดกลัวเจ้าหน้าที่ เด็กที่จะเห็นอาวุธปืนตลอดเวลาในหมู่บ้านของตนเอง ประชาชนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ โดยเฉพาะอาชีพประมงพื้นบ้าน เพราะพื้นที่ทำงานถูกกล่าวหาว่าเป็นพื้นที่ซ่องสุม ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้เป็นภาคีในสนธิสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 4 ว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองบุคคลพลเรือนในระหว่างสงคราม หรือการขัดแย้งทางกำลังทหาร

แต่จากการแถลงของเจ้าหน้าที่ที่กล่าวว่า “จะเอาผิดถึงพ่อแม่ ภรรยา ญาติพี่น้องของผู้ต้องสงสัยที่กำลังหลบหนี” และการประกาศให้ชาวบ้านนำยานพาหนะทุกชนิดมารายงานต่อเจ้าหน้าที่ เป็นการลงโทษแบบเหมารวม (collective punishment) ซึ่งในอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 4 ในมาตรา 33 มาจากข้อ 50 กฎข้อบังคับของเฮกว่า “ไม่มีการลงโทษทั่วไป ทั้งทางการเงินหรือการลงโทษอื่นๆ ต่อประชาชนเพราะการกระทำส่วนบุคคล ซึ่งการกระทำเหล่านั้นไม่สามารถถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน”

นอกจากนี้ ยังเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนในอีกหลายๆ ฉบับมาตรการนี้เชื่อว่า มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และปฏิเสธการสนับสนุนผู้ใช้ความรุนแรง แต่ผลที่ปรากฏอาจออกมาตรงข้ามได้ เพราะประชาชนถูกกดดัน และควบคุมการใช้ชีวิตประจำวัน ถูกกล่าวหาแบบเหมารวม และขาดความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย เพราะการกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานกับคนหลายคน เพียงเพื่อจับกุมคนเพียงบางคน ซึ่งเป็นการทำลายบรรยากาศการสร้างความสันติภาพ และฟื้นฟูสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน มีความเป็นห่วงกังวลต่อแถลงการณ์ และประกาศฉบับที่ 89/2561 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นอย่างมาก ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการใช้อำนาจทางปกครองที่ผิดพลาด กล่าวคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ได้ประกาศพื้นที่ควบคุมพิเศษโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ทั้งที่กฎอัยการศึกไม่ได้ให้อำนาจใดแก่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในไว้ ความสับสนของการใช้อำนาจพิเศษดังกล่าว ยิ่งก่อให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และส่งผลต่อการรับผิดทางกฎหมาย หากมีการกระทำผิดทางปกครอง หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจากการใช้อำนาจดังกล่าว องค์กรพัฒนาเอกชาน

จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการดังกล่าว ให้ทบทวนพิจารณาถึงความจำเป็นของประกาศดังกล่าว และแสวงหามาตรการที่ไม่กระทบต่อประชาชนผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้คำนึงหลักสิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรม และหากพบว่าเกิดความเสียหายเดือดร้อนเกินสมควรต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ จะต้องมีการชดใช้เยียวยาที่เหมาะสมตามสมควร