พรรคใหม่ฉาวซ้ำ! แฉใช้’บัตรคนจน’ต่อรอง ให้ชาวบ้านเซ็นต์สมาชิกพรรคจ่าย 100.

2745

ชาวโซเชียลเปิดคลิปแฉพรรคการเมืองจับชาวบ้านเป็นตัวประกัน ใช้บัตรคนจน-พิมพ์ลายนิ้วมือสมัครสมาชิกพรรคแลกบัตรคนจนหรือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระบุชัดเป็น “พรรคการเมืองตั้งใหม่ใหม่” ออกบูธที่ยโสธร ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์แฉซ้ำมีอีกหลายพื้นที่ ฝากถามกกต.จะดำเนินการอย่างไร?

ความวัวไม่ทันหายกรณีการจัดโต๊ะจีน 650 ล้าน เป็นประเด็นให้มีการตรวจสอบว่า ทำผิดกฎหมายหรือไม่ ล่าสุด มีกรณีที่ยโสธร ให้ชาวบ้านถือบัตรคนจนเซ็นต์สมาชิกพรรค โดยนายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคปชป. ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับ ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรคการเมืองที่ใกล้ชิดรัฐบาล เก็บบัตรประชาชนในจ.สุโขทัย และสัญญาว่าจะนำไปทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อแลกกับโครงการลดแลกแจกแถมให้ผู้ถือบัตร และยังมีข่าวการเก็บบัตรประชาชนในจ.พัทลุง โดยจี้ให้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งทำการตรวจสอบกรณีดังกล่าว

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคปชป.

โดยรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า “นอกจากนี้ยังเกิดกรณีที่มีข้าราชการนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแจกให้ประชาชนในจ.ขอนแก่น โดยเชิญผู้สมัครส.ส.ของบางพรรคมาร่วมงานนี้ด้วย พร้อมกับกล่าวว่า ถ้าอยากได้อีก ต้องเลือกพรรคดังกล่าว ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่กกต.ต้องไปติดตามตรวจสอบ โดยไม่ต้องรอให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือรอพึ่งกกต.จังหวัด เพราะผู้ตรวจการเลือกตั้งจะเริ่มทำหน้าที่ได้ต่อเมื่อมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแล้ว ดังนั้นระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว บางพรรคอาศัยช่องโหว่ตรงนี้ในการนำนโยบายของรัฐมาอ้างผสมปนกันเพื่อลดแลกแจกแถม”

ขณะที่ล่าสุด ผู้ใช้เฟสบุ๊ค “จูเนียร์ผู้ที่เป็นชาวไซยา ถล่มดาวเบจิต้า และไปดาวนาเม็ก” ออกมาเปิดเผยคลิปพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งระบุในคลิปว่าเป็น “พรรคพลังประชารัฐ” ตั้งบูธสมัครสมาชิกพรรค มีการพิมพ์ลายมือพร้อมบัตรประชาชน ซึ่งผู้เผยแพร่ระบุว่า มีการแลกสิทธิ์หากลงชื่อจะได้รับบัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” (ดูคลิปประกอบ) ซึ่งในคลิปดังกล่าวไม่ได้ระบุสถานที่ แต่คาดว่าจะเป็นวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตามเจ้าของคลิปยังอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบ โดยระบุว่า การกระทำดังกล่าวของพรรคการเมืองถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม เป็นการเอาเปรียบ และเอานโยบายมาใช้ในการหาเสียงใช่หรือไม่ โดยหลายฝ่ายถามไปยังกกต.ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร?

ขอบคุณข้อมูล www.siambusinessnews.com/