สิระไม่ตายฟรี! คนภูเก็ตชนะยกแรก คอนโดฯฉาวกะรนชะลอสร้าง รอคำสั่งศาล

1266

คนภูเก็ตชนะยกแรก! คอนโดฯฉาวกะรน ยอมถอน ประกาศชะลอก่อสร้างจนกว่า ทีคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ยันไม่เกี่ยวกับ อดีตนายตำรวจใหญ่ ระบุ แค่เป็นคนขาย 150 ล้าน

เวบไซต์ คมชัดลึก รายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2562 ที่ร้านฮาวาน่า ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายมนัสนันท์ นรารัตน์วันชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กะตะ บีช จำกัด ผู้บริหารโครงการเดอะพีค เรสซิเด้นท์ คอนโดหรูตั้งอยู่บริเวณพื้นที่กะตะน้อย หมู่ที่ 2 ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งเนายสิระ เจนจาคะ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบหลังได้รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้านว่า ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงสร้างเนื่องจากมีน้ำและดินโคบนไหลสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

จนมีปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างนายสิระฯ กับนายตำรวจในท้องที่ตำบลกะรน รวมถึงนายกเทศมนตรีตำบลกะรนด้วย

โดยฟนายมนัสนันท์ กล่าวว่า ตนในฐานะเจ้าของโครงการเดอะพีค เรสซิเด้นท์ ต้องการสื่อสารให้สังคมได้รับทราบและเข้าใจว่า ทางบริษัทฯ ได้ซื้อที่ดินมา และพัฒนาโครงการฯ ขึ้นตามกระบวนการของกฎหมายทุกประการ โดยปลายทางทราบว่าที่ดินแปลงนี้ ซึ่งเป็น นส.3 ก เลขที่ 1863 ศาลปกครองชั้นต้นนครศรีธรรมราชได้มีคำพิจารณาเพิกถอน ซึ่งในส่วนของตนขอไม่ลงลึกในรายละเอียดส่วนนั้น เนื่องจากเรื่องยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฯ แต่จะชี้แจงในส่วนของการรักษาสิทธิ์ของทางบริษัทฯ ตามกฎหมายปกครอง 2542 มาตรา 70 ซึ่งกล่าวว่า คำพิพากษาของศาลปกครองให้ผูกพันคู่กรณีจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนับตั้งแต่วันที่กำหนดในคำพิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษาถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกลับหรือลดเสีย ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้รอการปฏิบัติคำบังคับไว้จนกว่าจะพ้นระยะเวลาการอุทธรณ์ หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์ให้รอคำบังคับไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด

ดังนั้นที่มีการกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเอื้อนายทุน จึงไม่มีจริง เพราะเมื่อบริษัทฯ ไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามขั้นตอนของกฎหมายเขาก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ เช่นเดียวกับคณะกรรมการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือข้าราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ไม่มีผู้ใดมีส่วนได้ส่วนเสียกับทางโครงการฯ โดยทุกฝ่ายปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย

“ ที่ดินแปลงนี้ บริษัทกะตะบีชฯ ได้ซื้อมาจากผู้ขายซึ่งเป็นนักธุรกิจและอดีตนายตำรวจระดับสูง โดยทั้งสองคนได้ถูกกล่าวถึงชื่อมาโดยตลอด ดังนั้นจึงอยากชี้แจงว่าทั้งสองท่านไม่ใช่เจ้าของโครงการฯ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เป็นเพียงผู้ขายที่ดินให้กับบริษัทเท่านั้น แต่หากที่ดินที่มีการซื้อมาไม่สามารถทำประโยชน์ได้ตามสัญญา ทั้งหมดทั้งสิ้นก็จะเป็นกรอบของสัญญาทั้งที่ผู้ซื้อผู้ขายตกลงกัน โดยผู้ขายก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะนำที่ดินที่มีปัญหามาขายให้กับเรา ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการของศาลนั้นผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้รับรู้ โดยโครงการนี้มีเจ้าของ คือ บริษัท กะตะบีช จำกัด และมีตนเป็นกรรมการผู้จัดการเพียงผู้เดียว”       

นายมนัสนันท์ กล่าวด้วยว่า จากกรณีในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีคลิปต่อว่ากันต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านทางโซเซียลและสื่อมวลชน อยากบอกว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนไทยด้วยกัน และภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยว เรามีประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม ดังนั้นทางบริษัทฯ จึงขอประกาศว่า จะชะลอการก่อสร้าง เพื่อรอคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ทั้งนี้ในรายละเอียดของการชะลอการก่อสร้างนั้น เพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่มีข้อห่วงใยหรือท้วงติงโครงการฯ หากทุกคนยึดหลักนิติศาสตร์ และบอกว่ายืนอยู่บนข้อกฎหมายของตนเอง หรือไม่มีใครยอมถอย แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร คนที่ไม่รู้จักกันมาเจอกันและกางเอกสารเถียงกันคอเป็นเอ็นซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น และเมื่อเทียบระหว่างภาพลักษณ์หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นของโครงการฯ ในการจะส่งมอบอาคารให้กับลูกค้าได้ตามที่ตกลงกันไว้นั่นย่อมมีแน่นอน แต่เมื่อเทียบกับภาพลักษณ์หรือความเสียหายของจังหวัดหรือของประเทศ และความรู้สึกของคนไทยแล้วคิดว่าน่าจะมีมากกว่าของโครงการฯ ที่จะได้รับ ดังนั้นทางเราจึงขอถอยออกมาก่อนและยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้น เพียงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถอยกันไปคนละก้าวเพื่อทบทวนบทบาทของตัวเอง

“ส่วนที่จะมีการชะลอ การก่อสร้างออกไปก่อนนั้นจะมีทั้งหมด 18 อาคาร โดยจะรอจนกว่าจะมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดว่าเป็นอย่างไร จึงจะดำเนินการขั้นตอนต่อไป แต่ส่วนที่จะยังมีการดำเนินการต่อ คือ ส่วนด้านล่างที่เป็นกำแพงกันดิน และบ่อหน่วงน้ำ เพื่อให้ลดผลกระทบผู้ที่อยู่ด้านล่าง หากไม่เร่งทำเมื่อฝนตกลงมาก็จะเกิดปัญหาขึ้นอีก รวมถึงการทำถนนในโครงการซึ่งปัจจุบันมีการเปิดหน้าดินไปแล้วต้องทำการปิดผิวดินที่เป็นสีแดง เพื่อไม่ให้คนที่อยู่ด้านล่างได้รับผลกระทบ และส่วนของอาคารที่มีการขึ้นโครงสร้างไว้เรียบร้อยแล้ว และมีการเตรียมวัสดุต่างๆ เพื่อติดตั้งภายในอาคารในส่วนนี้คงต้องทำต่อ เพราะไม่เช่นกันจะเกิดความเสียหายของวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เช่น งานระบบ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น”

นายมนัสนันท์ กล่าวด้วยว่า หลังจากเทศบาลตำบลกะรนมาปิดประกาศให้โครงการฯ ชะลอการก่อสร้าง และให้ทำการปรับปรุงแก้ไขตามมาตรการสิ่งแวดล้อม หลังจากมีผู้ร้องเรียน ซึ่งทางโครงการฯ ได้ชี้แจงแนวทางการแก้ไขให้กับทางเทศบาลฯ ทราบแล้วตามขั้นตอน ขณะนี้รอคำตอบจากทางเทศบาลฯ ว่าเห็นชอบตามที่บริษัทฯ เสนอหรือไม่ และหากโครงการฯ มีเจตนามักง่ายทำตามเพียงเทศบาลฯ แล้วจบ ซึ่งในหน้างานหากพบว่าส่วนไหนที่จะทำให้เกิดผลกระทบขึ้นอีก เราก็พร้อมจะแก้ไข โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งของเทศบาลฯ

“การตัดสินใจชะลอโครงการนั้นทางเอเย่นต์ทุกฝ่ายรับทราบเรื่องแล้ว จะมีการไปต่อให้กับทางลูกค้าทราบ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกค้านั้นทางบริษัทฯ พร้อมรับผิดชอบ ส่วนกรณีของทุนจดทะเบียนนั้น เป็นเรื่องที่พูดบ่อยมาก จึงขออธิบายว่า ในส่วนของการซื้อที่ดินนั้นเราได้มีการจ่ายเงินสดไปแล้ว 150 ล้านบาทแล้ว ส่วนงบประมาณการลงทุนนั้นขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน ซึ่งการดำเนินการของดิเวลล็อปเปอร์นั้น เมื่อซื้อที่ดินมาและทำการพัฒนาระหว่างนั้นก็จะมีการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินแต่ยังไม่ทราบว่าจะได้รับอนุมัติจำนวนเท่าใด จนกระทั่งรับทราบว่าได้เท่าไร จึงจะมีคำตอบว่า ทุนจดทะเบียนที่แท้จริงเท่าใด เพื่อให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่ได้รับ เหตุที่เงินจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท เพราะยังไม่ทราบว่าจะได้รับสินเชื่อเท่าใด จนกว่าจะทราบจึงจะมีการเพิ่มเงินจดทะเบียนให้สอดคล้องกัน ดังนั้นจึงอยากให้ดูเจตนาว่า หากจะหลอกเอาเงินลูกค้า ซึ่งมีพบเห็นกันอยู่เขาก็จะสร้างเพียงบ้านตัวอย่าง มีการปิดป้ายประชาสัมพันธ์ เร่งขายและเก็บเงินลูกค้า แต่โครงการของเราไม่ใช่เช่นนั้น โดยเรามีความพยายามก่อสร้าง แต่มีคนบอกให้หยุด จึงยังไม่ไปถึงไหน และหากเราจะหนีแล้วจะลงทุนก่อสร้างเพื่ออะไร และการขออนุญาตนั้นเพื่อสร้างคอนโดมิเนียม ไม่ใช่โรงแรมและต้องส่งมอบให้กับลูกค้า”

นายมนัสนันท์ ยืนยันว่า ในการขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารที่พักอาศัยรวม หรือคอนโดมีเนียม บางส่วนเป็นอาคารพักอาศัยรวมเพื่อการพาณิชย์ประกอบธุรกิจโรงแรม บางส่วนเป็นคอนโดมีเนียม ซึ่งที่สงสัยการนำ นส.3 ก ไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารนั้น เนื่องจากเราอยู่ระหว่างการยื่นขอออกโฉนด ซึ่งผู้ที่ถือ นส.3 ก ส่วนใหญ่ก็มั่นใจอยู่แล้วว่า สามารถออกโฉนดได้ เมื่อถึงเวลานั้นในการขออนุญาตใช้อาคารก็จะต้องมีการนำโฉนดไปใช้ เพราะจะต้องนำไปแบ่งออกโฉนดให้กับลูกค้า

“กรณีหาก นส.3 ไม่สามารถออกเป็นโฉนดได้ เราก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว คือ จะเปลี่ยนจากการขายกรรมสิทธ์ขาดให้กับลูกค้าเป็นการให้เช่าระยะยาว ซึ่งในส่วนนี้ขอยืนยันว่า ทางบริษัทได้แจ้งให้กับลูกค้าที่ทำการจองห้องคอนโดได้ทราบแล้วผ่านทางเอเจนซี่ โดยลูกค้าทั้งหมดที่ทราบข่าวแล้วจากการแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ไม่มีรายใดที่ตัดสินใจยกเลิกการจองและไม่มีการขอเงินคืน แม้ว่าทางบริษัทฯ จะเปิดโอกาสให้ทางลูกค้ายกเลิกการจองและซื้อก็ตาม ซึ่งขณะนี้มียอดจองไปเกือบหมดแล้วเหลืออยู่ประมาณ 2-3 ห้อง โดยตามแผนจะต้องก่อสร้างเสร็จภายใน 1 ปี แต่เนื่องจากมีปัญหาการก่อสร้างซึ่งคงต้องยืดเวลาออกไป และเมื่อเราผิดสัญญาก็คงต้องเสียค่าปรับให้กับลูกค้าไป หากศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ทางบริษัทและลูกค้าที่ทำการจองคอนโดไว้ถือว่า เป็นผู้เสียหายร่วมกันก็มีแผนจะฟ้องร้องเอาผิดเรียกค่าเสียหายต่อหน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินผืนนี้ต่อไป”

นายมนัสนันท์ กล่าวยอมรับว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบกับทางโครงการฯ ระดับหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรนั่น คือ ความรับผิดชอบของโครงการฯ บริษัทฯ รับได้ และการที่กล้าออกมาแถลงข่าว กับสื่อมวลชน เพราะเรารู้ว่าจะต้องดูแลลูกค้าอย่างไร ส่วนกรณีที่มีผู้ออกมาแสดงความกังวลหรือห่วงใยนั้น เขาก็มีสิทธิ เพราะเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งตนไม่ได้โกรธและไม่ว่าใคร หากผู้ที่ออกมามีเจตนาห่วงใยสิ่งแวดล้อมและห่วงใยท้องถิ่นอย่างแท้จริงถือเป็นเรื่องที่ดี ยืนยันว่าที่ผ่านมาทุกอย่างทางบริษัทฯ ทำอย่างถูกต้องตามกรอบของกฎหมายที่อนุญาต และไม่มีการต่อว่าหรือร้องเรียนใคร

ด้านนายสิระ เจนจาคะ กล่าวว่า สิ่งที่ตนทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติจริง และเพื่อปกป้องป่า ซึ่งตามที่บริษัทแถลงว่า หากเกิดความเสียหายจะฟ้องร้องเรัยกค่าเสียหายจากหน่วยรัฐ เป็รไปตามที่ตนพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า รัฐจะต้องจ่ายค่าเสียหาย จึงต้องการยับยั้งไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้

‘ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกัน ขอบคุณโครงการที่ฟังเสียงประชาชน’ นายสิระ กล่าว