“เทพไท” ประกาศ หนุน “ชวน” เสนอ แก้รัฐธรรมนูญ ห้าม ผบ.เหล่าทัพ เป็น ส.ว. โดยตำแหน่ง ชี้ ทำให้เกิดความลักลั่น และผิดหลักประชาธิปไตย โต้ รองหน.พรรค อนค. ไม่รู้ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 1 ม.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวถึงกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร แสดงความคิดเห็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็น ผบ.เหล่าทัพเป็นสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)โดยตำแหน่ง ว่า เห็นด้วยกับแนวความคิดของนายชวน ในประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นั้น ตนได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้งข้าราชการประจำมาเป็นส.ว. ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักประชาธิปไตยสากล จะทำให้เกิดความลักลั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ระหว่าง ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของข้าราชการการเมือง คือนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล
ขณะเดียวกัน ผบ.เหล่าทัพในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯ และรัฐบาล กลับมีตำแหน่งเป็นส.ว.อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย มีอำนาจหน้าที่โหวตเลือกนายกฯ และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลด้วย จึงทำให้หลักการถ่วงดุล การแบ่งแยกอำนาจทางการเมืองผิดหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การอ้างเหตุผลเรื่องการป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารโดยบัญญัติให้ ผบ.เหล่าทัพมาเป็นส.ว.โดยตำแหน่ง เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น มีแต่จะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า
นายเทพไท กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ออกมากล่าวพาดพิงถึงแนวความคิดของนายชวนว่าเป็นการพูดเอาหล่อ พูดแบบพระเอกนั้น ตนเห็นว่าเป็นการแสดงความเห็นในเชิงอคติและสร้างภาพลบต่อนายชวน โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เพราะในตอนที่มีการทำประชามติเพื่อรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น นายชวน ได้แสดงจุดยืนยืนอย่างชัดเจน คือการประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีจุดอ่อน และจุดบกพร่องหลายประการ หนึ่งในนั้นคือประเด็นที่ ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งมีสถานะเป็นข้าราชการประจำมาเป็นส.ว.อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่ผิดหลักประชาธิปไตยสากลที่ทั่วโลกยึดถือปฏิบัติกันมา ตนในฐานะที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญฯ จะนำประเด็นนี้เสนอเพื่อให้ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาศึกษา และหาแนวทางแก้ไขอย่างแน่นอน



