“จตุพร” ฟันธง! การเมืองไทย ถึงจุดเปลี่ยน ปม สงครามอ่าว ฉุด ศก. ทรุด ลาม การเมือง

47

“จตุพร” ระบุ สงคราม อิหร่าน-สหรัฐ ทำเศรษฐกิจโลกป่วน ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย รวมกับสถานการณ์การเมืองศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะทำให้รัฐบาลสั่นคลอน จุดชนวนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในปี2563

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วิเคราะห์การเมือง โดยย้ำถึงสถานการณ์หลักว่า เมื่อรัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ประกอบกับอิหร่านประกาศสงครามกับสหรัฐ จะทำให้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วนหนัก ผสมไทยยิ่งถูกซ้ำเติมให้แย่ยิ่งขึ้น ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้ว่างใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลจะลุกลามไปสู่ความวุ่นวาย แล้วลุกลามลากขยายผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

นายจตุพร กล่าวว่า ปี 2563 เป็นปีเผาจริงทางเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยอมรับ เมื่อผสมเข้ากับปัญหาภัยแล้ง แม่น้ำหลายสายแห้งขอดสามารถเดินข้ามได้สบาย จึงกระทบถึงข้าวไม่พอบริโภค ดังนั้น ทั้งหมดนี้ รัฐบาลไม่มีปัญญาจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างไร อีกทั้ง ตนเคยเรียกร้องว่า ถ้าแก้ไขไม่ได้อย่าอยู่เป็นภาระของประเทศ ควรลาออกไป

ส่วนฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ฝ่ายค้านสรุปจะอภิปรายฯหลังตรุษจีน ในทางการเมืองอธิบายว่า จะมีหลังรู้ผลการยุบพรรคอนาคตใหม่ในวันที่ 21 ม.ค.นี้

รวมทั้ง การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทราบดีว่า แนวทางกการเมืองที่ยึดปฏิบัติมาไม่ใช่การอภิปรายฯในขณะที่นายกฯ และรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งเท่านั้น แต่ได้สร้างบรรทัดฐานว่า คนดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจย้อนหลังไปได้ตั้งแต่เกิดมา เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยอภิปรายฯ นายบรรหาร ศิลปอาชา ตั้งแต่เกิดมาแล้ว

“อุปมาอุปไมย เหมือนโจรหนีไปบวช เวลาบวชปฏิบัติธรรมเคร่งครัด ไม่มีช่องให้ถูกตำหนิได้เลย แต่ก่อนบวชเป็นโจรไปปล้นเขามา จึงต้องถูกจับสึกได้ ดังนั้น การจะบอกว่าบวชแล้วปฏิธรรมถือศีลครบจับสึกไม่ได้ แต่ความจริงคือคนที่หนีคดีไปบวชย่อมถูกจับสึกได้ ทางการเมืองก็เช่นเดียวกัน”

นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งที่จะเกิดความวุ่นวายคือ เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลต้องขัดขวางให้อภิปรายฯเฉพาะช่วง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ สมัยหลังเท่านั้น แต่ทางการเมืองแล้ว ไม่ว่าในยุคใดสามารถยกมาอภิปรายได้ทั้งสิ้น เพราะคนที่เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองนั้น ต้องถูกตรวจสอบกันได้ตั้งแต่วันเริ่มต้นการมีชีวิตอยู่

ดังนั้น การอภิปรายในสภา จึงเป็นการพูดกับประชาชน ถ้าฝ่ายค้านทำการบ้านกันดี ไม่พูดกันหลายคน เน้นๆ เฉพาะเรื่องทุจริตฉ้อฉล จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ได้อยู่กับจำนวนเสียงในสภา แต่อยู่ข้างนอกสภา เมื่อประชาชนฟังแล้วว่า รัฐบาลขาดความชอบธรรมที่จะบริหาร สิ่งนี้ก็เคยมีอันเป็นไปกันแล้ว

“การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนรัฐมนตรีเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น นายกฯ ต้องสามารถตอบได้ทุกเรื่องราว เพราะถูกสร้างมาตรฐานว่า สามารถอภิปรายได้ตั้งแต่เกิด แต่ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลลุกประท้วง ขัดขวางแล้วมันจะไม่จบในสภา แต่จะลามออกมานอกสภา”

นายจตุพร กล่าวถึงกิจกรรมวิ่งไล่ลุง จะจัดที่สวนรถไฟ วันที่ 12 ม.ค.นี้ ว่า รัฐบาลต้องมีหน้าที่อำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัย เพราะไม่ได้วิ่งในถนนใหญ่ ส่วนฝ่ายจัดแม้ไม่มีการปราศรัยทางการเมือง แต่ระบบเสียงต้องสามารถเข้าถึง ควบคุมผู้มาร่วมกิจกรรมได้ด้วย เพื่อป้องกันหากเกิดเหตุวุ่นวาย

“ผมพูดไม่ได้หวังว่าจะเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ต้องการให้กลไกรัฐต้องเข้าไปอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ไม่ให้มีโรคแทรกซ้อนเข้ามาได้ ผมจึงต้องพูดเตือนเอาไว้ดังๆ เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”

สำหรับการแก้ รธน.นั้น นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่มีทางสำเร็จ เพราะกรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไข รธน.เข้าไปยุ่งกับเนื้อหาสาระมากเกินไป และตนเคยย้ำมาหลายครั้งให้แก้เฉพาะ ม.256 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่าง รธน. (สสร.) มาแก้ไข รธน.หมายถึงมอบให้ประชาชนทำหน้าที่แทน ส.ส.-ส.ว. นั่นเอง

อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้แก้ ม.256 และฝ่ายค้านเห็นด้วย ดังนั้น ควรมอบภาระให้พรรคประชาธิปัตย์ไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลให้สนับสนุนการแก้ ม.256 จะเกิดประโยชน์กว่า แต่การโยนประเด็นแก้ไขต่างๆในขณะนี้นั้น ยิ่งจะทำให้ ส.ว.ตั้งหลักทัน แล้วจะไม่สามารถได้เสียง 1 ใน 3 มาร่วมแก้ รธน.เลย

นายจตุพร เปรียบเปรยว่า ส.ส.ได้เข้าไปเล่นในเกมขนหินสร้างกำแพงของฝ่ายรัฐบาล เพราะจะตั้ง กมธ.ศึกษาอะไรก็ให้หมด แต่ทำให้เป็นจริงเป็นจังอะไรไม่ได้สักเรื่อง แล้วล้มเหลวทุกเรื่อง

กรณีชาวไทยภูเขากลุ่มไทยม้งนั้น ส่วนตัวเคยขึ้นไปเป็นครูบนภูเขาก็เห็นความเป็นจริงซึ่งตามสิทธิที่เกิดในราชอาณาจักรใดก็จะต้องได้รับสัญชาติของประเทศนั้นๆ ชาวไทยภูเขาไม่ว่าจะเผ่าใด หากเกิดในประเทศไทยก็ควรจะได้รับสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องชาวเขาชาวเรา ดังนั้นรัฐบาลควรมองในเเง่บวกและใช้โอกาสนี้ในการตรวจสอบเพื่อทำให้ถูกต้อง

นายจตุพร กล่าวถึงการที่สหรัฐใช้โดรนติดอาวุธสังหารผู้นำทางการทหารของอิหร่านและอิรัก กระทั่งวันนี้อิหร่านมีการชักธงแดงประกาศสงคราม สถานการณ์นี้จะเกิดภาวะลุกลาม และเชื่อว่าอาจจะส่งผลกระทบกับประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยก็มีภาวะเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำอยู่แล้ว เพียงแต่เหตุการณ์นี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกหนักขึ้น ขณะเดียวกันประเทศไทยเศรษฐกิจค่อนข้างแย่

ดังนั้น เราต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งส่วนตัวพยายามประเมินสถานการณ์ทุกระยะและรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร

“วันนี้ยังอยู่ในจุดที่จะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ประคับประคองสถานการณ์และพยายามให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะตอนนี้เชื่อว่ามีสถานการณ์หลายอย่างรวมถึงภาวะเศรษฐกิจและสงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่าน และภัยแล้งในประเทศไทย หากเข้าใจสถานการณ์ก็ควรประเมินเป็นระยะๆ”