ร่วมชะตากรรม! “จตุพร” ให้กำลังใจ “อนาคตใหม่” เตือน “บิ๊กตู่” ระวัง ศึกอภิปราย อาจถึงขั้น ปิดบัญชี

208

ประธาน นปช.เป็นกำลังใจอนาคตใหม่ ชี้ “ธนาธร” ยังต้องเจอวิบากกรรมอีกหลายยก ลั่นคนเสื้อแดง ผ่านมาแล้วทั้ง “ตาย-ติดคุก” เตือนต้องลุกเร็ว ย้ำซักฟอกครั้งนี้สำคัญและมีความหมาย เชื่อ ปชช.สั่นคลอนรัฐบาลได้ 

วันที่ 23 ก.พ.63 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง หัวข้อ “เป็นกำลังใจให้อนาคตใหม่” ที่  อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 5 ว่า เราให้กำลังใจชาวอนาคตใหม่ เพราะสิ่งที่คุณเจอมา คนเสื้อแดงเจอหนักกว่ามาแล้วทั้งสิ้น คุณยังขาดอีกข้อหนึ่งคือเรื่องคุกตะราง ซึ่งไม่มีอะไรจะไม่เจอ แต่เมื่อเจอแล้ว คุณต้องลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย เพราะเรา (เสื้อแดง) เจอมาตลอดต้องล้มลุกคลุกคลานในช่วง 10 ปี และเราก็ลุกเร็ว ซึ่ง นายจตุพร กล่าวอย่างเห็นใจ และเตือนถึงเส้นทางต้องผจญวิบากกรรมในอนาคต

รวมทั้งกล่าวถึงสถานการณ์การเมือง ว่า ก่อนการยุบพรรคอนาคตใหม่ 1 วัน สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ได้ชวนไปบันทึกรายการกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในขณะนั้น โดยหัวข้อหลักก็คือ เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ตนพยายามภาวนาว่าสิ่งที่ตนวิเคราะห์ไว้จะเป็นผลลัพธ์ตรงกันข้าม เพราะเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลายคนต่างมีความเชื่อแตกต่างกัน แต่โดยก้นบึ้งลึกของตนรู้ว่าบนเส้นทางทางการเมืองอย่างนี้โอกาสที่จะรอดนั้นยาก

ตนผ่านการยุบพรรคมาแล้ว 2 พรรค และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี ดังนั้น เส้นทางที่อนาคตใหม่ และนายธนาธร เจอ ตนผ่านมาแล้ว ในฐานะคนที่ผ่านมาก่อน สิ่งที่นายธนาธรต้องคิดต่อไปคือคดีทางอาญา ซึ่งตนได้พูดต่อหน้านายธนาธร ในรายการที่ไปบันทึกเทปว่า เหตุที่พรรคอนาคตใหม่เจอกับการร้องเรียนเรื่องเงินกู้นั้น ตนอธิบายว่า พรรคการเมืองทั้งประเทศสามัคคีกันต้ม ว่าเรื่องนี้ใครก็แล้วแต่จะต้องตกแต่งและต้องไม่ประกาศ ซึ่งทุกพรรคการเมืองก็ทำเช่นนี้ หากจะกู้ก็ออกแบบกันไว้ว่าไม่เกิน 10 ล้านบาท แต่นายธนาธรกลับมาเปิดเผยเรื่องการกู้เงินอยู่พรรคการเมืองเดียว ก็โดนอยู่พรรคเดียว เพราะพรรคการเมืองที่เหลือสามัคคีกันต้ม นี่คือความจริงของประเทศไทย

แต่ทันทีที่ถูกตัดสินเรื่องนี้ก็จะพ่วงด้วยคดีอาญา เพราะอานุภาพของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร ดังนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าผิด ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะไปวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ก็ต้องเอาผลคำผูกพันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นตัวตั้ง เหมือนอย่างกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ ยื่นฟ้อง กกต.ทั้ง 7 คน ศาลอาญาบอกว่ารอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน แล้วจึงจะนัดอ่านคำวินิจฉัยว่าจะรับฟ้องในกรณีดังกล่าวหรือไม่ ดังนั้น เส้นทางต่อไปโดยเฉพาะการชุมนุมจะต้องคิดอ่านอย่างรอบคอบ

ส่วนตัวมองว่า การชุมนุมแบบแฟลชม็อบ อาจจะทำได้ เต็มที่ไม่เกิน 5 ครั้ง เพราะหลังจากนั้นผู้มาร่วมชุมนุมจะไม่ยอมกลับ เพราะต้องการชัยชนะกลับบ้านกันทั้งนั้น พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า เส้นทางของนายธนาธน จะจบแบบไหน อย่าง นปช.จบลงด้วยการถูกปราบปราม คนล้มตายจำนวนมาก บางฝ่ายก็จบลงด้วยการมีคนมายึดอำนาจให้ แต่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะจบลงอย่างไร ก็ถูกดำเนินคดีด้วยกันทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ ไม่ใช่ว่าเสียงอนาคตใหม่จะหายไป 11 เสียง แล้วรัฐบาลจะอยู่ดี เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเสียงในสภา ที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ คนฆ่าตัวตายรายวันเพราะพิษเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวก็พัง ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ แล้วรัฐบาลจะอยู่ได้อย่างไร ดังนั้น พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบไปในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลเองก็ขอให้นับเดือนรอ ตามหลังอนาคตใหม่ไปในไม่ช้า

“ความขัดแย้งครั้งนี้ ถ้าก่อขึ้นใหม่น่ากังวล และยิ่งน่ากังวลมากไปอีก เพราะรัฐบาลไม่มีอนาคตอะไรให้กับประชาชนเลย ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเริ่มวันจันทร์นี้ (24 ก.พ.) จะมีความหมายและสำคัญที่สุด ซึ่งจะสะท้อนถึงเวลาประชาชนทุกข์ยากนั้น รัฐบาลทำอะไรอยู่ อีกทั้งการอภิปรายฯ ของฝ่ายค้าน เป็นการพูดกับประชาชนโดยตรง”