ไม่รอด!ศาลอยุธยาไม่รอลงอาญา’จำคุก18โจ๋’จัดปาร์ตี้ยา ฝืนพรก.ฉุกเฉิน

181

ประเดิมเชือด 18 โจ๋อยุธยาจำคุกคนละ1-4เดือนไม่รอลงอาญามั่วสุมเสพยาเเพปลาสมหมายไม่กลัวโรคระบาด อัยการศาลเเขวง รับนโยบายอัยการสูงสุดดำเนินคดีเฉียบขาดช่วยมาตรการกันโควิด-19เร่งฟ้องคดี ฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉินฯขอศาลลงโทษหนักไม่รอลงอาญา

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.63 นายประยุทธ เพชรคุณอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา นาง นารีรัตน์ ไพศาลธนวัฒน์ อัยการจังหวัดคดีศาลเเขวงพระนครศรีอยุธยา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องน.ส.สายลม เเก้วดี กับพวกรวม 18 คนในความผิดฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆในสถานที่แออัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 และเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1. (เมทเเอมเฟตามีน)โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่าเจ้าหน้าที่สภ.ช่างใหญ่และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพระนครศรีอยุธยาได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากรวมกลุ่มมั่วสุมกัน สังสรรค์และมีการเสพยาเสพติดที่แพตกปลา ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อแพปลาสมหมาย ที่ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 30 มี.ค.เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสนธิกำลังเข้าตรวจค้นจับกุมปรากฏว่าพบวัยรุ่นหญิงชายรวม 27คนโดยมีผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน1คนกำลังมั่วสุม สังสรรค์ และพบยาเสพติดเป็นกัญชาแห้ง เคตามีน ยาอี พร้อมอุปกรณ์การเสพยาเสพติด จึงได้จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดพร้อมยึดยาเสพติดและอุปกรณ์เป็นของกลาง โดยเเจ้วข้อหา ร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆในสถานที่แออัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 ต่อมาวันที่ 1 เม.ย.พนักงานสอบสวน สภ.ช้างใหญ่ ได้นำตัวผู้ต้องหาจำนวน 18 คนพร้อมสำนวนซึ่งกระทำความผิดในอัตราโทษคดีศาลแขวง ส่งพนักงานอัยการสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาเพื่อพิจารณา ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือได้แยกดำเนินคดียังศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในความผิดฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมและมั่วสุม ณ.ที่ใดใดในสถานที่แออัดโดยฝ่าฝืนต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในถานะการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548 และมีและเสพยาเสพติดให้โทษโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนแยกส่งสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อพิจารณาเเยก

หลังจากนั้นในวันเดียวกัน(1เม.ย.) นาง นารีรัตน์ พนักงานอัยการสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงได้ยื่นฟ้องผู้ต้องหาในความผิดดังกล่าว ต่อศาลเเขวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่1เเละ2ซึ่งกระทำความผิดฐาน ร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆในสถานที่แออัดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินพ.ศ. 2548ให้ลงโทษจำคุก 1 เดือนโดยไม่รอการลงโทษส่วนจำเลย ที่3-18กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด นอกจากความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมชุมนุมฯด้วยนั้นศาลให้ลงโทษจำคุกฐานเสพยาเสพติดอีกเป็นเวลา3เดือนเมื่อรวมกับโทษฐานมั่วสุมชุมนุมกัน ตามพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินฯอีก1เดือนจึงจำคุกจำเลยที่สามถึง 18 เป็นเวลา4 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ

สำหรับการยื่นฟ้องคดีดังกล่าวเป็นไปตาม นโยบาย ของนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด ที่ได้มีหนังสือที่ อส 0001/ว 140 ลงวันที่ 31 มี.ค.แจ้งให้อัยการทั่วประเทศดำเนินคดีเฉียบขาดกับผู้ทำการกักตุนสินค้าอุปโภค บริโภค และจำหน่ายสินค้าเกินราคาควบคุม เช่น หน้ากากอนามัย ไข่ไก่ หรือสินค้าจำเป็นในครัวเรือน เป็นต้น การฉ้อโกงหรือ หลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้ง การส่งข้อความอันเป็นเท็จทางสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นความผิดตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อ สอดคล้องกับการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะหยุดการแพร่ระบาดและป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็วและป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น อัน เป็นการซ้ำเติมต่อประชาชน