อารยธรรมเทคโนโลยีจิตวิญญาณในโลกหลัง Covid

80

ท่านที่ตาม FB ผมมาโดยตลอดคงทราบดีว่าผมมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่มากตั้งแต่เกิดการระบาดของเชื้อ Sars-CoV-II ว่ามีความเป็นไปได้ที่การอุบัติของเชื้อไวรัสตัวนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติตามที่สื่อกระแสหลักได้มีการนำเสนอข่าวในช่วงแรก และตอนนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่สือกันระหว่างกลุ่มประเทศตะวันตก (อเมริกา อังกฤษ และกลุ่มพันธมิตร) และจีน (รวมอิหร่าน ปากีสถาน รัสเซีย) ที่ต่างพยายามสาดโคลนใส่ฝั่งตรงข้ามว่าเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดในครั้งนี้

เอาละผมไม่อยากปักใจเชื่อว่าฝั่งไหนหรือใครเป็นคนทำแต่ที่แน่ๆ ความเป็นไปได้มีแค่สองอย่างเท่านั้นคือการแพร่ระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นเองตาม “ธรรมชาติ” หรือไม่ก็ “เกิดในห้องLab” มีแค่นี้เท่านั้นซึ่งเชื้อตัวนี้จะถูกคิดขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์บนโลกหรือนอกโลกก็แล้วแต่ ผมจับมารวมในกลุ่มที่ไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหมด

สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อของสมมุติฐานที่สอง ความหมายคือโลกหลังยุคโควิดได้ถูกวางหมากไว้อย่างดีแล้วและดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังดำเนินการไปในทิศทางที่ถูกเตรียมไว้ ในกรณีที่เชื้อ Sars-CoV-II ถูกปล่อยโดยเจตนา สิ่งที่จะชวนคิดต่อจากนี้คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อนำไปสู่อะไรบางอย่างซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของกลุ่มคนที่มีจำนวนแค่ 0.000001% ของโลกใบนี้ได้กำหนดไว้?

คำสำคัญที่จำเป็นต้องเข้าใจก่อนที่จะอ่านเรื่องราวต่อจากนี้คือ

Cryptocurrency หรือเงินตราเข้ารหัสลับซึ่งจัดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่ง (Elon Musk ก็เป็นคนคิดระบบ PayPal ที่สามารถชำระเงินได้โดยไม่ต้องใช้เงินสด)

Virtual Reality หรือการสร้างโลกเสมือนจริงใน Social Media ผ่านแพลตฟอร์ม Oculus นาย Mark Zuckerberg เจ้าของ Facebook [1]

Smart Ring หรือแหวนอัจฉริยะที่สามารถคาดการณ์แพร่ระบาด Covid-19 ได้ก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงผ่านการเฝ้าระวังอุณหภูมิร่างกาย การเต้นของชีพจรและความดันโลหิต โดยข้อมูลทุกอย่างจะถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบ Cloud เพื่อนำไปประมวลผลโดย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Smart Ring ถูกคิดค้นที่มหาวิทยาลัย West Verginia ในสถาบันที่ชื่อ Rockefeller Neuroscience Institute [2] อยากให้จำชื่อตระกูลที่ทรงอิทธิพลของอเมริกา Rockefeller ไว้ให้ดี

บริษัท BioNyfiken ของสวีเดนได้มีการให้บริการฝังไมโครชิพเข้าไปในร่างกาย เพื่อใช้แทนบัตรประชาชน ตั๋วรถไฟ ตั๋วรถบัส กุญแจบ้าน หรือแม้แต่ใช้ชำระเงินโดยผูกไว้กับบัญชีธนาคาร [3]

โครงการ ทรานส์ฮิวแมนนิสซึม (Transhumanism) ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีในการอัพโหลดความทรงจำ ลักษณะอุปนิสัยของเราไว้ใน Cloud และสามารถ ดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในร่างใหม่ที่อาจจะไม่ใช่ร่างเดิม (ซึ่งจะเป็นรูปแบบหุ่นยนต์หรือร่างโคลนใหม่ก็ได้) ลืมบอกไปว่าเฮีย Elon Musk ผู้คิดค้นระบบ PayPal รถยนต์ไฟฟ้า Tesla และโครงการ SpaceXที่จะพาพวกเศรษฐีไปทัวร์ดาวอังคารก็สนใจเรื่อง ทรานส์ฮิวแมนนิสซึม ด้วยเช่นเดียวกัน

Kevin Warwick ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย Reading ผู้ ฝังไมโครชิพเข้าไว้ในร่างกายตัวเองเพื่อให้ระบบประสาทในร่างกายสามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ หรือพูดง่ายๆคือสามารถใช้ระบบประสาทของตัวเองควบคุมอุปกรณ์เช่น แขนหุ่นยนต์ได้ [4]

หากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ยังมีต่อมาเป็นระลอกสอง สาม สี่ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดได้คาดการณ์ไว้ว่าการกักตัวเองอยู่ที่บ้านรวมทั้งมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอาจจำเป็นต้องดำเนินต่อถึงปี 2022 [5] คงไม่ใช่เรื่องยากเกินจินตนาการว่าวิถีชีวิตของมนุษย์ทั้งโลกจะเปลี่ยนไปมากขนาดไหน?

สิ่งแรกคือไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือทำงานเกือบทั้งหมดจะต้องอยู่ในระบบ Online รวมทั้งการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกก็จะกลายเป็นผ่านเครือข่าย Social Media ซึ่งเท่ากับว่าวิกฤติ Covid19 ช่วยเร่งให้ Virtual Reality ในโลก Social Media ของ Mark Zuckerberg ถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพื่อตอบสนองความต้องการของคนนับพันล้านคนที่ต้องทนกักตัวอยู่ในบ้าน

ยังมีความจำเป็นที่ต้องเสียเงินเกือบแสนหรือมากกว่าเพื่อไปเที่ยวยุโรปและจำทนต้องนั่งหลังขดหลังแข็งในที่แคบๆต่อไปอีกทำไม ในเมื่อโลกเสมือนจริงสามารถนำพาเราไปได้เกือบทุกแห่งในโลกนี้แม้แต่สถานที่นอกโลกอย่างดาวอังคารก็สามารถพาไปได้ ยังจะมีความจำเป็นที่ต้องพบหาเพื่อนฝูงอีกหรือไม่ในเมื่อโลกเสมือนจริงเรามีอวตารของตัวเองและของเพื่อนที่ในอนาคตอันใกล้จะถูกพัฒนาขึ้นมาจนถึงจุดที่แทบจะแยกจากของจริงไม่ออก

แล้วเงินสดละ ยังมีความจำเป็นต้องใช้อีกหรือไม่? ในเมื่อการจับธนบัตรและเหรียญคือสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อไวรัส เท่ากับว่าการแพร่ระบาดของ Covid-19 ช่วยกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่หันมาใช้สกุลเงินดิจิทัลหรือการทำธุรกรรมผ่าน E-Banking กันมากขึ้น เท่ากับว่าเงินในกระเป๋าเราทุกบาททุกสตางค์สามารถถูกตรวจสอบได้หมดและการหลีกเลี่ยงภาษีแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

การเล่นกีฬาหลายประเภทที่มีความเสี่ยงในการติดโรค Covid19 ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการทำกิจกรรมเหล่านั้นในโลก VR แทน รัฐบาลของแต่ละประเทศก็สามารถตรวจสอบการแพร่ระบาดของเชื้อ Sars-CoV-II ผ่าน Smart Ring หรือ ไมโครชิพ แทนซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการออกกฎบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องสวมใส่แหวนอัจฉริยะนี้หรือขั้นเลวร้ายที่สุดคือการฝังไมโครชิพ เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรค

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลที่ต้องการมาตรการควบคุมความปลอดภัยของสุขภาพประชาชนและกลุ่มคนที่ทนไม่ไหวต่อการถูกปิดกั้นหรือโดนคุกคามเสรีภาพจะมีให้เห็นอยู่ดาษดื่นตราบใดที่ยังไม่มีการคิดค้นวัคซีนได้สำเร็จ อีกด้านคือการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในการเชื่อมต่อระบบประสาทของมนุษย์เข้ากับหุ่นยนต์ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่ชีวิตนิรันดร์ในการที่จะมีร่างที่สามารถอัพเกรดได้ตลอดเวลา ส่วนความเป็นตัวตนก็อัพโหลดเก็บไว้ใน Cloud ก่อนที่จะ ดาวน์โหลดกลับมาใส่ในร่างใหม่อีกครั้ง

แม้ว่าอนาคตเป็นสิ่งที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปยากที่จะหยั่งรู้ได้ แต่ทิศทางการพัฒนาที่เด่นชัด ณ ปัจจุบันกำลังชี้นำไปสู่จุดที่มนุษย์อาจต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีที่พวกตนคิดค้นขึ้นมาเอง กล่าวคือ

1. เราต้องปรับตัวให้เขากับสังคมที่ต้องอยู่ในโลกเสมือนจริง อาจต้องเรียนรู้กับร่างอวตารใหม่ๆของเพื่อนและคนที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยว่าวันนี้เขาหรือเธออาจมีรูปร่างผอมบาง แต่วันพรุ่งนี้เขาหรือเธออาจเลือกที่จะมีรูปร่างสูงใหญ่ก็เป็นได้

2. ค่านิยมที่มีต่อเรือนร่างในเชิงชีววิทยาอาจไม่สำคัญเท่ากับรูปลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ในโลกเสมือนจริงในรูปแบบของร่างอวตาร โดยคนรวยย่อมมีสิทธิ์ในการเลือกซื้อร่างอวตารที่มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามได้มากกว่าคนจนเสมอ

3. การฝังไมโครชิพเข้าไปในร่างกายจะกลายเป็น New Normal ที่ทุกคนจำเป็นต้องทำเพื่อติดต่อสื่อสาร เดินทาง หรือทำธุรกรรมทางการเงิน ระบบ AI จะมีการเฝ้าระวังความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ เส้นโลหิตในสมองแตก รวมทั้งโรคร้ายอื่นๆผ่านการเฝ้าระวัง อัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิร่างกาย รวมทั้งค่าพารามิเตอร์อื่นๆที่ถูกส่งตรงจาก ไมโครชิพที่ฝังในร่างสู่ระบบ Cloud ที่ใช้ AI ในการประมวลผล Big Data ทางด้านสุขภาพ

คำถามที่ตามมาคือ มนุษย์จะยอมสูญเสียข้อมูลส่วนตัวไม่ว่าจะเป็น จำนวนเงินในกระเป๋าที่เมื่อทุกอย่างกลายเป็นดิจิทอลหมดและเงินสดได้หายไป การปกปิดข้อมูลทางการเงินย่อมทำได้ลำบาก แถมไม่พอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอาจจำเป็นต้องเปิดเผยหมดโดยรัฐบาลสามารถเข้าถึงได้หมด ภายใต้ข้ออ้างที่ว่าจำเป็นต้องทำเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคร้าย

มนุษย์จะยอมเสียสละความเป็นส่วนตัวได้มากน้อยแค่ไหน โลกหลังยุคโควิดจะเป็นเช่นไร น่าติดตามตอนต่อไปเป็นอย่างยิ่ง

บทความโดย ศ.ดร.ศิรัช พงษ์เพียจันทร์

แหล่งข้อมูล
1. https://www.theguardian.com/technology/2016/feb/22/facebook-social-virtual-reality-beyond-games-mark-zuckerberg
2. https://www.engadget.com/wvu-oura-smart-ring-coronavirus-study-162058734.html
3. https://ahead.asia/2018/05/22/sweden-microship-implant/
4. http://www.kevinwarwick.com/
5. https://www.hsph.harvard.edu/news/hsph-in-the-news/intermittent-social-distancing-may-be-needed-through-2022-to-manage-covid-19/

#ไดอารี่แมวเหมียว