หน้าแรก ในประเทศ “ชวน” ชี้ ธุรกิจการเมือง ทำลาย ปชต. ขอ มท.1 ช่วยแก้ ปัญหา สร้างสภาฯใหม่

“ชวน” ชี้ ธุรกิจการเมือง ทำลาย ปชต. ขอ มท.1 ช่วยแก้ ปัญหา สร้างสภาฯใหม่

ประธานรัฐสภา ชี้ ธุรกิจการเมือง ทำลายระบอบประชาธิปไตย ใครมีเงินก็ชนะเลือกตั้ง เร่งสร้างภูมิคุ้มกันก่อนประเทศชาติล่มสลาย ขณะเตรียมหารือปมสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บดบังทัศนียภาพอาคารรัฐสภา

วันที่ 28 มิ.ย.63 นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวในระหว่างการกล่าวให้โอวาทกับข้าราชการรัฐสภา ระบุว่า เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านดีและด้านลบในระบอบประชาธิปไตยและระบอบรัฐสภาไทย ซึ่งถือว่าไม่ราบรื่นนัก แต่ก็ได้เห็นความตื่นตัวของประชาชนเรื่องประชาธิปไตยชัดเจนขึ้นในทุกลำดับ และเป็นไปตามสถานการณ์ และการแสดงออก ส่วนปัญหาเรื่องการทุจริต ทั้งจากข้าราชการและนักการเมืองนั้น จะเห็นว่าแม้บุคคลนั้นๆจะจบการศึกษาสูงๆ และมีกฎหมายที่ดีคอยควบคุม

แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะปัญหาอยู่ที่ภาคปฏิบัติ คือพฤติกรรมของตัวบุคคล ซึ่งในปัจจุบันพบว่า มีธุรกิจการเมืองเกิดขึ้น มีการซื้อเสียงที่หวังเข้ามาหาทุนคืน ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งใครมีเงิน ก็ชนะการเลือกตั้ง ดังนั้น จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ จึงได้ของบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อให้สถาบันพระปกเกล้า เขียนหลักสูตรสร้างการเมืองที่สุจริต เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ทุกส่วนได้ศึกษาและเป็นภูมิต้านทานป้องกันปัญหาธุรกิจการเมือง แม้จะทำได้ยากจริงในยุคนี้ แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

นายชวน ยังกล่าวถึง การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ แม้จะเป็นสถานที่ขนาดใหญ่ แต่สภาพของสถานที่ไม่สามารถวัดความสำเร็จและคุณภาพของงานได้ ถ้าพฤติกรรมของคนมีปัญหา จึงขอให้ข้าราชการยึดถือในความถูกต้องเป็นหลัก และอย่าให้มีปัญหาฟ้องร้องเกิดขึ้น เพราะนักการเมืองเข้ามาในสภาเพียงแค่ชั่วคราว แต่ข้าราชการต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดไป

ประธานรัฐสภา ระบุว่าได้กำชับกับทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า อย่าให้มีการต่อสัญญาการก่อสร้างออกไปอีก และเร่งแก้ปัญหาที่ติดค้างอยู่ในปัจจุบันให้เสร็จ โดยในส่วนของการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอาคารรัฐสภานั้น จะเร่งหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย เนื่องจากแบบของสะพานดังกล่าวนี้ บดบังทัศนียภาพของอาคารรัฐสภา และจะไม่เป็นตามเจตนารมณ์ของผู้ออกแบบ โดยในการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะขอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการกิจการสภาได้พูดคุยด้วนเขต เพื่อหาข้อยุติในเรื่องนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด