ผบ.ตร. ฟันธง! “ชมพู่” ถูก “คนใกล้ชิด” ทำให้เสียชีวิต แต่ไร้หลักฐานจับกุม

100

ผบ.ตร.แถลง คดี “น้องชมพู่” ฟันธง มีคนใกล้ชิด นำขึ้นไปบน ภูหินเหล็กไฟ และ เสียชีวิต ในัวนที่ 12 พ.ค.63 ยอมรับ จนถึงขณะ ยังไม่มีหลักฐาน จับกุมผู้ใด

วันที่ 2 ต.ค.63 พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. นำคณะทำงานคดีการเสียชีวิตของ “น้องชมพู่” กรณีเด็กหญิง อรวรรณ วงศ์ศรีชา อายุ 3 ขวบ ที่หายออกจากบ้านในบ้านกกกอก ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ก่อนมาพบศพน้องชมพู่ วันที่ 14 พ.ค. 63 บริเวณภูเหล็กไฟ ห่างจากบ้านพักประมาณ 3 กม. ลักษณะไม่สวมเสื้อผ้า จนกลายเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมากมาตลอดเวลาหลายเดือน

จากการสอบสวนของตำรวจ ด้วยพยานหลักฐานทั้งหมด ร่วมกับคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญ สามารถสรุปได้ว่า น้องชมพู่ไม่สามารถขึ้นไปบนเขาภูเหล็กไฟได้เองตามลำพัง ด้วยเหตุผลหลายประการคือ เส้นทางยากลำบาก ทั้งสูงชัน และมีอุปสรรค เกินความสามารถของเด็ก นักโภชนาการ ยืนยันว่าพลังงานจากอาหารเช้ามื้อสุดท้ายของน้องชมพู่ ก็ไม่เพียงพอต่อการเดินเท้าขึ้นไปได้ กุมารแพทย์ก็ยังบอกว่า พัฒนาการของเด็กในช่วง 3 ขวบ ไม่มีทางเดินขึ้นไปถึงจุดพบศพได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ศพในสภาพเปลือยกาย ซึ่งน้องชมพู่ในวัย 3 ขวบ ไม่สามารถถอดเสื้อผ้าเองได้ พบเส้นผม 36 เส้น ซึ่งเป็นผมของน้องชมพู่เอง ที่ถูกตัดหรือเฉือนด้วยมีด ซึ่งไม่มีทางที่น้องชมพู่จะตัดเองได้

นอกจากนี้จากข้อมูลการพิสูจน์หนอนที่ไชศพน้องชมพู่ ของนักกีฏวิทยา ก็สามารถนับย้อนไปได้ว่า น่าจะเสียชีวิตมาแล้ว 3 วันก่อนหน้าการผ่าชันสูตร จึงสรุปได้ว่า น้องชมพู่น่าจะเสียชีวิต ในห้วง 24 ชั่วโมง ระหว่าง 12 พ.ค. เวลา 14:30 น. จนถึง 13 พ.ค. เวลา 14:30 น. โดยไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิต เพราะศพเน่า แต่ศพไม่มีร่องรอยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าเสียชีวิตจากการขาดน้ำ ขาดอาหาร

จึงสามารถสรุปได้ว่า น้องชมพู่ถูกผู้อื่นพาขึ้นไปบนภูเหล็กไฟ จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งความผิดที่สรุปได้คือข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ซ่อนเร้นอำพางศพ แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอในการแจ้งข้อหา หรือออกหมายจับใครได้

หากต่อจากนี้พบหลักฐานบ่งชี้ผู้กระทำความผิด ก็จะมีอายุความถึง 20 ปี ซึ่งหลังจากนี้ก็จะดำเนินการสืบสวน สอบสวนต่อไปตามขั้นตอน ขอให้ประชาชนเข้าใจ ถึงแม้จะยังตอบคำถามไม่ได้ว่าใครคือคนร้าย แต่ก็ขอให้มั่นใจว่าตำรวจไม่ได้ลดละความพยายามในการตามหาตัวคนร้ายต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า พยานหลักฐานทั้งหมดถูกตรวจสอบอย่างละเอียด มีการใช้เครื่องมือพิเศษในระดับสากลเข้ามาช่วยสืบสวนสอบสวน

ทำให้พบผู้ต้องสงสัยจำนวนหนึ่ง แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ขณะที่หลักฐานสำคัญของคดีก็ไม่สามาถเปิดเผยได้ ถึงแม้ว่าหลังจากนี้เจ้าหน้าได้ปักหลักอยู่ในพื้นที่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความจะเลิกสืบสวนคดีนี้ แม้จะมองไม่เห็นพวกเรา(ตำรวจ) แต่ขอให้มั่นใจว่าพวกเรา(ตำรวจ) ไม่ได้หายไปไหน

กรณีของลุงพล ที่ตกเป็นจำเลยสังคมนั้น ตำรวจขอยืนยันว่า ขณะนี้ไม่สามารถจะบ่งชี้ว่า ใครเป็น หรือไม่เป็นผู้ต้องสงสัยทั้งสิ้น และหากบอกว่าเป็นจำเลยสังคม ต้องถามย้อนกลับไปว่า ใครเป็นผู้มอบตำแหน่งนั้นให้ เพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นอน

“เบื้องต้นเชื่อว่าน้องชมพู่ ถูกบุคคลใกล้ชิด นำหรือ ชักนำขึ้นไปบนภูเขา ในวันที่ 12 พ.ค.แต่ไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้กระทำ จึงไม่สามารถตั้งข้อหากับผู้ใด ส่วน ลุงพล ที่ถูกหลายฝ่ายสงสัยว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ก็ยัง ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะยังไม่มีหลักฐานใดๆโยงใยไปถึง”

ผบ.ตร.ยังบอกอีกว่า ในกรณีของผู้ต้องสงสัย มีอยู่หลากหลายสมมติฐาน ทั้งกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงตัวน้องได้โดยที่น้องไม่ต่อต้าน ไม่ร้องไห้ หรืออีกกลุ่มคือคนที่บังคับเอาตัวน้องไป หรือเป็นไปได้ว่าทั้งสองกรณีผสมกัน ส่วนเรื่องแรงจูงใจนั้น ยอมรับตรงๆว่าไม่ทราบจริงๆ ว่าผู้ก่อเหตุทำไปเพื่ออะไร