ปิดฉากเสื้อแดง!! “จตุพร”ลั่น! ขอเดินสายทิ้งทวน ถกแกนนำยุติ องค์กร”นปช.”

83

“จตุพร” เตรียมตัดสินใจ ยุติ องค์กร นปช. ขอเดินสายคุยอดีตแกนนำ เพื่อหารือแนวทางขององค์กร นปช. แต่ส่วนตัวมองว่า ควรจะยุติองค์กร นปช.ให้เป็นตำนาน และเตรียมดำเนินคดีกับนักเลงคีย์บอร์ด ปมใส่ร้ายไปอยู่กับเผด็จการ

วันที่ 27 ธ.ค.63 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการลมหายใจพีซทีวี เวทีทัศน์ส่งท้ายปี 2563 ว่า ปีนี้เป็นบรรยากาศส่งท้ายปีเก่า ท่ามกลางเรื่องราวมากมาย และปีหน้าก็จะเป็นปีที่เรื่องราวจะมากกว่าปีนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจสังคม การเมืองในทุกๆด้าน แต่การต่อสู้กับเผด็จการนั้นสู้ไปสู้มา กลายเป็นตนถูกผลักไปอยู่ร่วมกับเผด็จการ ซึ่งเป็นข้อหาที่รุนแรงมากที่สุด โดยเฉพาะกรณีเรื่องเชียงใหม่ที่ไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. ดังนั้นทุกเรื่องราวเมื่อมีการโจมตีใส่ร้าย ตนก็ลุกขึ้นต่อสู้ตามวิถีทางที่ต่อสู้มาตลอดชีวิต

ทั้งนี้ ในระหว่างทางก็สู้กันมาตลอดทาง ไม่เคยอยากได้ใคร่ดี จนกระทั่งวันหนึ่งก็ลงมาสู่บนท้องถนนอย่างจริงจังกันอีกรอบหลังจากการยึดอำนาจปี 2549 จาก นปก.จนกระทั่งนปช. ตนไม่เคยคิดที่จะอยากเป็นประธาน นปช.แม้แต่วันเดียว ตอนนำนักศึกษาในเหตุการณ์พฤษภา 35 ก็สู้จนวินาทีสุดท้าย เป็นจุดเปลี่ยนในเหตุการณ์ขณะนั้น เหตุการณ์คนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 52 53 ที่มีความตายปรากฏ เราก็อยู่ชุดของคนที่รอด ซึ่งตนอภิปรายเสมอว่าเรามีหน้าที่คือการทวงความยุติธรรมให้กับคนที่ตาย

หากยังจำกันได้ว่าหลังเหตุการณ์ปี 53 กระแสคนเสื้อแดงและกระแสพรรคเพื่อไทยถึงจุดต่ำสุด เพราะถูกข้อหาเรื่องล้มล้างสถาบัน เรื่องเผาบ้านเผาเมืองและเรื่องก่อการร้าย หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรก หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมก็มีความเข้าใจว่าตนต้องหลบหนี แต่ตนยืนยันและให้เหตุผลว่าหากตนหนีไปแล้วใครจะอยู่ในการทวงหาความยุติธรรมให้กับคนที่เสียชีวิต และระหว่างทางถูกฟ้องดำเนินคดีหลายสิบคดี ปัจจุบันคดีก็ไม่หมดและไม่เคยรอดแม้แต่คดีเดียว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า แต่มีการไปอธิบายใส่ความ ใส่ร้าย ว่า ออกมาจากคุกเเล้วจะรอดเพราะไปเจรจาตกลง ซึ่งตนติดคุกรวมกัน 4รอบ ประมาณ 19 เดือน อีกทั้งยังมีคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ทนายความไปยื่นคำร้องขอให้ศาลนับใหม่ ศาลชั้นต้นยกส่วนศาลอุทธรณ์ให้นับไปขณะนี้รอระหว่างฎีกา

นอกจากนี้ ยังมีศาลแพ่งอีก 2 คดี ซึ่งตนได้อธิบายคำพิพากษาที่ระบุว่า นายจตุพรพูดเหมือนกับ ที่นายทักษิณ ชินวัตร พูดว่าไม่มีลักษณะยุยงให้คนเผาบ้านเผาเมือง ยกฟ้องนายทักษิณ แต่ให้ลงโทษนายจตุพร เพราะเป็นประธาน นปช. ซึ่งขณะนั้นในปี 2553 ตนไม่ได้เป็นประธาน นปช. ดังนั้นทั้ง 2 สำนวนเฉพาะดอกเบี้ยกว่า 100 ล้านบาท เรื่องเหล่านี้หลังออกจากคุกมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นอยากถามว่าตนรอด อะไรสักเรื่องบ้าง รวมถึงคดีบ้านสี่เสาเทเวศร์ ในสำนวนที่ 2 หากใครได้ไปฟังคดีในสำนวนแรกทุกประโยคคล้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ทั้งนั้น ดังนั้นถามว่าตนไปแลกเปลี่ยนอะไรกัน

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ในคดีก่อการร้าย ซึ่งศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์รับฟ้องและในขณะนั้น จำเลยในคดีนี้ 4 คนอยู่ระหว่างถูกคุมขัง คือ นาย วีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ปรากฏว่าไม่ได้รับหมายอุทธรณ์ที่อัยการอุทธรณ์มาทางศาล ดังนั้นเมื่อไม่ได้รับหมายจึงขยายอุทธรณ์ไม่ได้ และเมื่อไม่ได้อุทธรณ์ เท่ากับว่าอุทธรณ์ไม่ได้ ตนก็ยื่นคำขาดไปว่า หากทั้ง 4 คนไม่ได้รับ การพิจารณาอุทธรณ์ ตนก็จะไม่ยื่นอุทธรณ์เช่นกัน เนื่องจากอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ปล่อยให้ศาลตัดสินไปเลย

“สิ่งที่ตนอยากจะบอกในวันนี้ว่า เราพยายามประคับประคองทุกสถานการณ์ และตนก็เป็นนายจตุพรเหมือนเดิม ร้องเพลงเดิมทุกอย่าง เพียงแต่อายุมากขึ้น ก็ต้องลดคีย์ลงมาบ้าง แต่เนื้อเพลงเหมือนเดิม ส่วนทิศทางของ นปช.จะเป็นอย่างไรนั้น ตนจะเดินสายคุยกับแกนนำ แต่ส่วนตัวเห็นว่าควรจะยุติองค์กร นปช.ให้เป็นตำนาน” นายจตุพร กล่าว และย้ำในตอนท้ายว่า ทุกอย่างที่สู้กันมานั้น ไม่มีอะไรติดยึด ทุกอย่างมันคือหัวโขน