“อนุทิน”แย้ม !!หากสถานการณ์ดีขึ้น พร้อมคลายล็อก ปัดมีปัญหาทีม”หมอชนะ”

36

“อนุทิน” ขออย่ากังวลวัคซีนโควิด-19 รับอาจมีบางคนแพ้เป็นปกติทางการแพทย์ ลั่น หากสถานการณ์ปลอดภัยพร้อมทยอยคลายล็อก ส่วนปมทีมพัฒนา “หมอชนะ” ถอนตัวยกทีม ยืนยัน สธ. ไม่มีปัญหา

วันที่19 ม.ค.64 ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ วานนี้(18ม.ค.)ภายหลังร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับรองผวจ.สมุทรสาคร ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้กำลังใจผู้ที่ทำงานทุกฝ่ายและรับฟังการบรรยายสรุปจากรองผวจ.สมุทรสาคร เนื่องจากผวจ.สมุทรสาครยังไม่หายป่วย โดยทุกอย่างเป็นไปด้วยความพร้อมและสามารถจัดการได้ โดยมีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม รวมทั้งดูแลผู้ป่วยทแรงงานต่างด้าวที่อยู่โรงพยาบาลสนามสำหรับกักตัวโควิด-19 (Factory Quarantine) ในโรงงานต่างๆ ซึ่งสามารถควบคุมได้ และการควบคุมในพื้นที่สมุทรสาครนั้นทำได้ดี เพราะมีประสิทธิภาพในการตรวจอย่างทั่วถึง และเมื่อพบโควิด-19 ก็สามารถควบคุมได้ เพราะเราได้ซีล จ.สมุทรสาคร แล้ว ยิ่งตรวจเจอก็สามารถทำให้เขาหยุดการเดินทางได้ โอกาสการแพร่เชื้อไปที่คนอื่นๆ น้อยลงไปด้วย

ข้อมูลทุกวันนี้ได้มาจากสื่อต่างชาติ ยังไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของรัฐใดๆ การใช้วัคซีน และมีปัญหาว่าจะเกิดอันตรายหรือไม่ ควรที่จะต้องยกเลิกการใช้หรือไม่ ในส่วนของประเทศไทย การจัดวัคซีนและฉีดให้พี่น้องประชาชน ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว และต้องเป็นวัคซีนที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย ในภาพรวม ต้องยอมรับว่าหากฉีดคนเป็นล้านคนต้องมีอาการแพ้บ้าง และเป็นเรื่องปกติทางการแพทย์ ทาง สธ.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องวัคซีนว่าใครเป็นกลุ่มเสี่ยงและได้รับการฉีดก่อนหรือกลุ่มไหนเป็นกลุ่มเฝ้าระวัง เริ่มปฏิบัติงานแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา และหากมีอะไรก็จะให้คณะกรรมการชุดนี้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการ พวกเราพร้อมสนับสนุนโดยคำนึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

เวลาขึ้นทะเบียนยา ทะเบียนวัคซีน ต้องใช้ผลการทดลองของประเทศผู้ผลิตมาเป็นองค์ประกอบ เราไม่ทำอะไรที่มันแปลกแยก เพราะจะมีประเด็นอื่นแทรกเข้ามา ทุกอย่างต้องทำด้วยกัน และเวลาก็สำคัญ เพราะหากจะต้องรอปลอดภัย 100% ไม่มีอาการแพ้ ไม่มีอาการข้างเคียงเลย กลัวว่าเราจะไม่ได้วัคซีนกัน เราต้องยึดถึงหลักทางการแพทย์และองค์การอนามัยโลกยอมรับ เรามีทั้งคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ คณะกรรมการโรคติดต่อ มีทั้งแพทยสภาที่จะต้องระดมกำลังกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน

“เรื่องวัคซีนไม่ต้องกังวล สธ. มี อย. ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะต้องทำการตรวจสอบเอกสารแต่ละยี่ห้อส่งเข้ามาเป็นหมื่นๆ หน้า กว่าจะตรวจสอบและอนุมัติได้ต้องใช้เวลาและการพิสูจน์เยอะแยะไปหมด ถือว่ามีมาตรฐานการพิสูจน์อยู่แล้ว และการอนุมัติการใช้วัคซีนเพื่อแก้โควิด-19 ใช้ในมาตรฐานของมาตรการฉุกเฉิน ไม่ได้ใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนยังไม่สามารถสั่งเข้ามาได้ เพราะในการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินรัฐบาลต้องเป็นผู้กำหนดอยู่ในการควบคุมของรัฐบาล”

ต่อข้อถามว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อนหรือไม่ว่าจะเป็นผู้ทดสอบฉีดวัคซีนก่อน นายอนุทิน กล่าวว่า ประเด็นนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เอาเรื่องของความปลอดภัยและเวลาที่เราจะได้วัคซีนมาเป็นที่ตั้ง เพราะนโยบายของเราต้องฉีดให้กับประชาชนทั่วไป แต่เราไปบังคับเขาไม่ได้ ก็ต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่สุดให้ประชาชนได้พิจารณา เราก็จะจัดระดับความสำคัญในการฉีด และต้องใช้เวลา เชื่อว่าจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ และประมาณเดือน มิ.ย. วัคซีนที่เราซื้อไปเริ่มให้บริการครอบคลุมกับจำนวนคนส่วนใหญ่ของประเทศได้

และเมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีสอบถามถึงปัญหาของแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” หรือไม่ หลังทีมพัฒนาถอนตัวยกทีม นายอนุทิน กล่าว่า “นายกฯ ก็พูดถึง แต่ในส่วนของ สธ. ไม่ได้มีปัญหา และขอย้ำว่าการที่โหลดแอปพลิเคชันต่างๆ ที่เกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 อย่ากลัวว่าภาครัฐจะนำข้อมูลของท่านไปใช้ในทางเสียหาย แต่ในทางกลับกัน สธ.สามารถมีข้อมูลในการติดตามหากติดโรคร่วมถึงการรักษาต่างๆ จะสะดวกและทำให้ง่ายขึ้น เพราะว่าจะได้ทราบข้อมูลเรื่องของสุขภาพในแต่ละคน และลดเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่”

ส่วนกรณีที่หากสถานการณ์ของโควิด-19 บรรเทาลงจะมีข่าวดีคลายล็อกในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 28 จังหวัดหรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่า แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเราได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนที่เฝ้าระวังตัวเองและควบคุมโรคได้ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องผ่อนคลายการควบคุม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ส่วนจะผ่อนคลายในช่วงใดก็ให้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ว่าเป็นเช่นไร “รัฐบาลขอยืนยันว่าในเมื่อทุกอย่างปลอดภัย และประชาชนให้ความร่วมมือ เราก็จะผ่อนคลายทันที จะไม่รั้งรอ” รมว.สาธารณสุข กล่าวในที่สุด