“ม็อบ”กร้าว!! จี้ ตร.ปล่อย4แกนนำ ก่อนปะทะเดือด โดนยิงแก๊สน้ำตา แตกกระเจิง

32

ม็อบราษฏร รื้อต้นไม้ กทม.ยึดอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขีดเส้น 7 วันไม่ปล่อย 4 แกนนำ ระดมมวลชน เหนือ อีสาน ใต้บุกกรุง “รุ้ง-ไมค์” นำขบวนไปศาลหลักเมือง การ์ดปะทะเดือดฝ่าด่าน จนท. เสียงดังคล้ายระเบิดดังรัวๆ แกนนำผวาเอาไม่อยู่ประกาศยุติเรียกแนวร่วมถอนตัว

วันที่ 13 ก.พ.64 เวลา 15.00 น. ที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกลุ่มราษฎรนัดแนวร่วมชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 2 ภายใต้สโลแกน “นับ 1 ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน” เพื่อกดดันให้ปล่อยตัว 4 แกนนำม็อบราษฎรที่ถูกคุมขังในเรือนจำมีกลุ่มการ์ดม็อบราษฎรหญิงชายนับร้อยคนเป็นหัวหอกเข้ายึดพื้นที่รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นำรถบรรทุก 6 ล้อขนเครื่องปั่นไฟดัดแปลงเป็นรถเวทีปราศรัยเคลื่อนที่มาจอดบนฟุตปาทหน้าร้านแมคโดนัลด์ มวลชนเสื้อแดงถือหม้อกระทะมาเคาะขับไล่รัฐบาล ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์นำรถยกมาลากรถกระจายเสียงถูกการ์ดกรูล้อมรถกดดันจนล่าถอยไป ต่อมา 15.25 น. พ.ต.อ.ทศพล อำไพพิพัฒน์กุล ผกก.สน.สำราญราษฎร์ มาประกาศให้ยุติชุมนุมท่ามกลางเสียงโห่ฮาลั่นมวลชนกรูเข้าล้อมกรอบผลักดันด่าทอเคาะหม้อกระทะสาดน้ำใส่จนถอนกำลังไม่เป็นขบวน แล้วจึงนำผ้าดิบสีแดงผืนใหญ่ปูลงบนถนนราชดำเนินกลาง ชักชวนให้เขียนข้อความในใจ นายภาณุพงศ์ จาดนอกหรือไมค์ ระยอง ประกาศถ้ามีการสลายชุมนุมจะไม่มีการถอยเด็ดขาด ช่วงเย็นมีแกนนำสลับขึ้นกล่าวโจมตีมาตรา 112

เวลา 17.28 น. นายภาณุพงศ์นำมวลชนยืนต่อแถวรื้อต้นไม้ออกจากฐานอนุสาวรีย์ฯ ระบุรัฐวางต้นไม้ปิดกั้นพื้นที่ เหมือนเหยียบย่ำเสรีภาพประชาชนและทำลายประชาธิปไตย ต้องนำอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสัญลักษณ์ปกป้องประชาธิปไตยกลับมา ต้นไม้บางส่วนถูกนำไปวางเรียงตัวเลข 112 บนถนนและบนฐานอนุสาวรีย์ฯ มวลชนยืนเคารพธงชาติก่อนช่วยกันนำผ้าดิบสีแดง ไปพันรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ ขึ้นเวทีปราศรัยว่าขอขีดเส้นตาย 7 วัน ถ้าไม่ปล่อยตัวให้ประกันตัวเพื่อนเราจะกลับมาเจอกันอีก นี่คือมหาสงครามที่เราจะเอาเพื่อนออกจากคุกของรัฐบาล ถ้ายังไม่ได้ออกมาต้องประกาศศึกใหญ่กับรัฐบาลอีกเหนือ อีสาน ใต้ ทุกเส้นสายจะมุ่งหน้าสู่ กทม.ขอพี่น้องทุกภาคจงเตรียมตัวให้พร้อม 7 วันถ้าไม่ปล่อยตัว เจอราษฎรทั้งประเทศ นี่คือวันประกาศศึก เตรียมหม้อไหมาด้วยต้องไล่เผด็จการ ต่อมาเวลา 18.30 น. นายอรรถพลประกาศให้มวลชนเตรียมตัวเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังศาลหลักเมือง

เวลา 18.40 น. มวลชนราษฎรเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งหน้าไปที่ศาลหลักเมืองการ์ดม็อบราษฎรหญิงชายถือโล่ทำจากไม้เดินแถวนำหน้า น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุลหรือรุ้งและนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ เดินเท้านำมวลชนตามด้วยรถกระจายเสียง เมื่อขบวนเคลื่อนมาถึงเชิงสะพานผ่านพิภพลีลาศเจอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแผงรั้วเหล็กยืนสกัดอยู่ประกาศไม่ให้ล่วงล้ำ แต่การ์ดแถวหน้ากรูเข้าปะทะแนวรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนรักษาการอยู่แตกฮือวิ่งหนี เมื่อขบวนมวลชนมาถึงถนนราชดำเนินใน การ์ดม็อบราษฎรตัดรั้วที่ล้อมสนามหลวงออกเปิดทางให้มวลชนเข้าไปชุมนุมกระจัดกระจายในสนามหลวง เนื่องจากหน้าศาลหลักเมืองมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (อคฝ.)ตั้งแถวสกัดอยู่ ขบวนม็อบราษฎรต้องยุติเดินเท้าแล้วตั้งแนวปราศรัยอยู่หน้าศาลฎีกา ตะโกนเรียกมวลชนที่เดินเข้าหาแนวตั้งรับตำรวจ อคฝ.ให้ถอยกลับมาตั้งหลัก

กระทั่งเวลา 19.20 น.การ์ดม็อบราษฎรส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ บุกฮือเข้าประชิดแนวลวดหนามที่จุดแนวรับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน้าศาลหลักเมือง ขณะนั้นแกนนำม็อบราษฎร ทั้งนายอรรถพล บัวพัฒน์ นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนาและ น.ส.เบนจา อะปัญ กำลังเจรจากับเจ้าหน้าที่ขอส่งตัวแทนเข้าทำกิจกรรมในศาลหลักเมือง ปรากฏว่าชายฉกรรจ์ในม็อบกลุ่มหนึ่งยับยั้งอารมณ์ไม่อยู่ พยายามรื้อลวดหนามและฝ่าแนวกั้นรั้วเหล็กเข้าไป ทั้งที่แกนนำและตำรวจพยายามตะโกนห้าม ระหว่างนั้นได้เกิดเสียงดังคล้ายระเบิดขึ้น 3-4 ครั้ง ทั้งมีระเบิดคล้ายพลุควันลอยข้ามแนวรั้วเจ้าหน้าที่เข้ามา เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมต่างแตกฮือถอยไปตั้งหลัก ตำรวจ อคฝ.เริ่มสวมหน้ากาก เตรียมโล่และแก๊สน้ำตา กลุ่มผู้ชุมนุมยอมถอยกลับสถานการณ์จึงยุติลงชั่วคราว

เวลา 20.15 น. กลุ่มมวลชนราษฎรที่ควบคุมอารมณ์ยังไม่ได้ บุกเข้าประชิดและสาดสีแดงใส่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนอีกครั้งจนชุลมุนวุ่นวาย โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตอบโต้ เวลา 20.30 น. หลังเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นที่พอใจ แกนนำประกาศให้มวลชนถอนกำลังจากพื้นที่ชุมนุม ระบุว่าจะให้เวลาเจ้าหน้าที่ 7 วัน จะต้องให้ประกันตัว 4 แกนนำม็อบราษฎร มิฉะนั้นจะกลับมาชุมนุมใหม่อีกครั้ง แต่ปรากฏว่าการ์ดม็อบราษฎร ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งยังไม่ยอมกลับ ซ้ำยังตะโกนด่าทอแกนนำม็อบว่าครั้งหน้าไม่ต้องนัดมาจะไม่มาแล้ว ระหว่างนั้นมีการปาวัตถุเสียงดังคล้ายระเบิดเข้าใกล้แนวเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนอีกครั้ง ตกบริเวณที่มีสื่อมวลชนยืนอยู่ เมื่อสถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ รุ้ง ปนัสยาจึงประกาศเรียกมวลชนให้ถอนตัวและเคลื่อนขบวนออกจากบริเวณถนนราชดำเนินนอกทันที ปล่อยกลุ่มวัยรุ่นที่ยังไม่อยากเลิกชุมนุมตะโกนด่าทอเจ้าหน้าที่และแกนนำ ยังคงปักหลักอยู่ใกล้แนวรับของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนไม่ยอมกลับ

เวลา 20.50 น. กลุ่มมวลชนราษฎรวัยรุ่นที่ไม่ยอมกลับตามคำสั่งของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ได้พยายามปาวัตถุเสียงดังคล้ายระเบิดเข้าใส่แนวเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนอย่างต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ ตำรวจประกาศให้เวลา 30 นาที ยุติชุมนุม ไม่เช่นนั้น จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด และเริ่มเรียกให้นักข่าวทั้งหมดมาอยู่หลังแนวรับของเจ้าหน้าที่ ท่ามกลางเสียงคล้ายระเบิดที่ยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง

จากนั้นเวลา 21.10 น. กำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชนตั้งแถวเข้าสลายการชุมนุมของมวลชนราษฎร มีการใช้แก๊สน้ำตา ทำให้กลุ่มมวลชนวัยรุ่นที่เหลืออยู่ราว 200 คน วิ่งแตกฮือออกจากบริเวณถนนราชดำเนินนอก ไปยังบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์และฝั่งเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า