หน้าแรก ในประเทศ “รสนา” วอน ส.ส. แก้กฎหมาย ภาษีน้ำมันในฐานะ “สินค้าจำเป็น” ไม่ใช่ “ฟุ่มเฟือย”

“รสนา” วอน ส.ส. แก้กฎหมาย ภาษีน้ำมันในฐานะ “สินค้าจำเป็น” ไม่ใช่ “ฟุ่มเฟือย”

“รสนา โตสิตระกูล” อดีต ส.ว. กทม. วอน ส.ส. พิจารณาเสนอกฎหมายแก้อัตราภาษีน้ำมันในฐานะ “สินค้าจำเป็น” ไม่ใช่ “สินค้าฟุ่มเฟือย” ชี้ ผู้ใช้ดีเซลถูกขูดรีดภาษีถึง 20% อัตราเท่ากับภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่มีกำไรเกิน 3 ล้านบาท 

วันที่ 19 พ.ย. 2564 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. กทม. โพสต์เฟซบุ๊กว่า … รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลบี 7 ถึง 20% น้ำมันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าจำเป็น!? รัฐบาลยืนกระต่ายขาเดียว พร้อมท้ารบกับข้อเรียกร้องตรึงราคาดีเซลที่ 25 บาท เป็นเวลา 1 ปี ของสมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดยนายกฯจะนำรถทหาร 3,700 คัน มาขนสินค้า แต่ไม่ยอมปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 5.99 บาท/ลิตร แม้แต่สลึงเดียว

รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง อ้างเงินจากภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นรายได้หลักของรัฐบาล เป็นเรื่องน่าตกใจที่รัฐมนตรีคลังออกมายอมรับว่า ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นรายได้หลักของรัฐบาล ซึ่งเป็นนโยบายสร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นในระบบการจัดเก็บภาษีและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ใช่หรือไม่

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่เก็บร้อยละ 7 ก็ถูกวิจารณ์ว่า เป็นภาษีที่สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวย คนจน เพราะมีรายได้เท่าไหร่ ก็ต้องจ่ายภาษีสินค้าเท่ากัน แต่ภาษีสรรพสามิตน้ำมันยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำหนักเข้าไปอีก เพราะดีเซล บี7 เป็นน้ำมันพื้นฐานของการขนส่งสินค้าอุปโภค บริโภคที่มีปริมาณใช้สูงสุดถึงวันละประมาณ 37 ล้านลิตร จึงส่งผลต่อราคาสินค้า และค่าครองชีพของคนไทย

ปัจจุบันรัฐบาลเก็บภาษีดีเซล บี7 ถึงราวร้อยละ 20-21 สูงกว่าแวตที่เก็บร้อยละ 7 เท่ากับการซื้อน้ำมันดีเซล 100 บาท ประชาชนต้องจ่ายภาษีถึงราว 20 บาท ในขณะที่ภาษีกำไรสุทธิของนิติบุคคล ต้องเกิน 3 ล้านบาทขึ้นไปจึงเก็บภาษีในอัตรา 20% แสดงว่าคนใช้น้ำมันดีเซลที่เป็นต้นทุนเพื่อการขนส่งและประกอบธุรกิจถูกรีดภาษีถึงราว 20% นี่เฉพาะภาษีดีเซล บี7 เท่านั้น ยังไม่คิดรวมภาษีเทศบาลและภาษีแวต ที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก

มักมีคำกล่าวอ้างแก้ตัวอยู่เนืองๆ ว่า น้ำมันเป็นของฟุ่มเฟือย ประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าเลยต้องขายแพงเพื่อไม่ให้ประชาชนใช้ฟุ่มเฟือย ประชาชนเวลานี้จะมีใครไปขับรถกินลมแบบสมัยก่อน ? แค่จะหากินให้ครบ 3 มื้อสำหรับครอบครัวจำนวนมากในเวลานี้ยังเป็นไปได้ยากเลย ตรรกะที่ยกมาอ้างน่าจะเลิกไปได้แล้วดิฉันอยากขอให้ผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งหลายในรัฐสภาที่เป็นผู้แทนที่ประชาชนเลือกท่านขึ้นมาควรช่วยกันพิจารณาเสนอกฎหมายในการกำหนดอัตราภาษีน้ำมันในฐานะ “สินค้าจำเป็น” สำหรับการครองชีพของประชาชน และการประกอบการในภาคการผลิตว่าน้ำมัน “ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย” รัฐบาลควรมีสิทธิเก็บภาษีน้ำมันในอัตราเท่าไรจึงจะเหมาะสม และไม่กระทบต่อค่าครองชีพที่ประชาชนส่วนใหญ่พอรับได้ ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้

ประชาชนไม่มีที่พึ่งอื่นอีกแล้ว นอกจากเรียกร้องบรรดาผู้แทนราษฎรช่วยทำหน้าที่เพราะรัฐบาลไม่ยอมเจรจาหรือพิจารณาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วน ส.ส ทุกพรรคการเมืองยังเงียบเฉยอยู่ จึงขอให้ท่านทั้งหลายช่วยกันรู้ร้อนรู้หนาวมาแก้ปัญหาเรื่องน้ำมันแพงของชาวบ้านบ้าง จะได้ไหม

อย่าปล่อยให้เกิดการงัดข้อ ไม่ยอมเจรจาหาทางออกของปัญหาระหว่างรัฐบาล และสมาพันธ์รถบรรทุก ที่ฝ่ายหนึ่งประกาศยกระดับการหยุดวิ่ง ส่วนรัฐบาลก็มีทิฐิจะเอารถทหารมาขนส่งสินค้าแทน โดยมีประชาชนเป็นตัวประกัน และไม่ได้รับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนต่อไป ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลต้องถอยตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกสัก 1 ก้าว ก่อนที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะบานปลายมากไปกว่านี้