“คลัง” ยังไม่พิจารณาลดภาษีน้ำมัน ย้ำต้องรอบคอบ หวั่นกระทบรายได้รัฐบาล

16

“อาคม” ยังไม่พิจารณาลดภาษีน้ำมัน ย้ำต้องศึกษารอบคอบ หวั่นกระทบรายได้รัฐบาล ขณะ”สันติ” เผย อยู่ระหว่างการศึกษา ปรับลดภาษี เพื่อพิจาณาปรับภาษี หวั่นกระทบรายได้รัฐบาล

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง ยังไม่ได้หารือกับกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับการปรับลดอัตราภาษีน้ำมัน ทั้ง “ดีเซล-เบนซิน” เนื่องจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังสามารถบริหารจัดการได้

ด้าน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง กล่าวว่า มาตรการลดภาษีน้ำมัน เพื่อช่วยพยุงราคา ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น น่าจะเป็นมาตรการสุดท้ายที่จะนำมาใช้ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษารายละเอียดว่าในเนื้อน้ำมันนั้น มีอัตราภาษีจำนวนเท่าใด และหากปรับลดภาษีลง แล้วรัฐจะสูญเสียรายได้จำนวนเท่าใด รวมถึงนำเงินจากแหล่งใด มาชดเชยรายได้ที่หายไป และหากปรับลดแล้ว ต้นทุนราคาสินค้าจะลดลงเท่าใด เนื่องจากขณะนี้รัฐยังจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม ดังนั้นการนำมาตรการลดภาษีน้ำมัน ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันอัตราภาษีน้ำมันที่มีการจัดเก็บ ซึ่งรวมภาษีสรรพามิต ภาษีท้องถิ่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) สำหรับน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 7-8 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซิน อยู่ที่ 8-9 บาทต่อลิตร โดยแต่ละปีกรมสรรพสามิต จัดเก็บภาษีน้ำมันได้ราว 2 แสนล้านบาท หรือ 18,000-19,000 ล้านบาท หากต้องปรับลดภาษีน้ำมันก็จะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามกรมสรรพสามิต อยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องการปรับลดภาษีน้ำมัน หากลดลง 1 บาทต่อลิตร จะสูญเสียรายได้จำนวนเงินเท่าใด และราคาน้ำมันตลาดโลกต้องอยู่ระดับเท่าใด ที่จำเป็นต้องปรับลดภาษีน้ำมัน ซึ่งในอดีตที่เคยปรับลดภาษีน้ำมัน 5 บาท ราคาน้ำมันขณะนั้นอยู่ที่ 130 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ 80-88 เหรียญฯต่อบาร์เรล และราคามีแนวโน้มปรับลดลงด้วย

นอกจากนี้ ต้องพิจารณารายละเอียดของการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯด้วยว่า นำไปใช้พยุงราคาน้ำมันดีเซลจำนวนเท่าใด และใช้พยุงพลังงานอื่นจำนวนเท่าใด และหากปรับลดภาษีน้ำมัน เพื่อไปพยุงราคาพลังงานชนิดอื่น ก็จะไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมัน ขณะที่กองทุนน้ำมันฯ ได้กู้เงินมาแล้ว 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพยุงราคาน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ได้ใช้เงินไปแล้วกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท โดยเงินที่เหลือ สามารถใช้พยุงราคาน้ำมันไปได้อีก 5-6 เดือน แต่หากนำไปพยุงราคาพลังงานชนิดอื่นด้วย ก็จะใช้ได้เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าจะใช้เงินกองทุนน้ำมัน หรือจะลดภาษีน้ำมัน