ศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง “สุเทพ”พ้นผิด ปิดฉากตำนาน คดี “โรงพักฉาว” ยาวนานเกือบ10ปี

68

“สุเทพ เทือกสุบรรณ ” กับพวกรอดคุก ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง พ้นผิดคดีฮั้วประมูล โครงการสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง ศาลชี้ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย เจ้าตัว ขอบคุณศาล เป็นที่พึ่งของประชาชนคืนความบริสุทธิ์ ยันทำหน้าที่ทางการเมืองอย่างสุจริตมาตลอดมา จากนี้จะขอเดินหน้าสนับสนุนพรรคการเมืองของประชาชน

วันที่ 20 ก.ย.2565 เวลา 09.00 น.ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) สนามหลวง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีฮั้วประมูลก่อสร่างโรงพักทดแทน หมายเลขดำ อม.22/2565 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี , พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ , พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์ , บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และนายวิศณุ วิเศษสิงห์ เป็นจำเลยที่ 1 – 6 ตามลำดับกรณีร่วมฮั้วประมูลโครงการสร้างโรงพักทดแทนโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก (แฟลตตำรวจ)

โดยคดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 9 มิ.ย.52 – 18 เม.ย.56 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เปลี่ยนแปลงแนวทางจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง จากราคาภาคแยกสัญญามาเป็นการรวมจัดจ้างก่อสร้างไว้ที่ส่วนกลางสัญญาเดียว จำเลยที่ 5 เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยจำเลยที่ 6 ยื่นเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาได้เสนอ ราคาต่ำอย่างผิดปกติ จำเลยที่ 3 – 4 ในฐานะคณะกรรมการประกวดราคา ไม่ตรวจสอบราคาที่ผิดปกติดังกล่าว และได้นำเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคานั้นไปใช้ในการขออนุมัติจ้างและใช้ประกอบ เป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 5 ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา เป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 , 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำเลยที่ 3 , 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคา ต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10 , 12 กับลงโทษจำเลยที่ 5 , 6 ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิด

วันนี้นายสุเทพเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ มี นายถาวร เสนเนียม อดีต รมช.มหาดไทย นายณัฐพล ทีปสุวรรณ อดีต รมว.กระทรวงศึกษาธิการ นางทยา ทีปสุวรรณ ภรรยา นายจุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร และ กลุ่มแกนนำ กปปส.เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ ทั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ทางไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทนให้เปลี่ยนรูปแบบการลงทุนภาครัฐจากวิธีแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ และวิธีจัดสรรงบประมาณรายปี

ส่วนวิธีที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเพียงเหตุผลประกอบ ซึ่ง ครม.พิจารณาอนุมัติ โครงการและจัดสรรงบประมาณให้ ไม่เกี่ยวกับรูปแบบการก่อสร้าง และ วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะไม่ใช่อำนาจของ ครม.ซึ่งเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การที่จำเลยที่ 1 อนุมัติการจัดจ้างก่อสร้างแบบรายภาค 1 – 9 ภาค และ เปลี่ยนเป็นวิธีอิเล็กทรอนิกส์ การประมูลรวมกันในครั้งเดียว โดยไม่เสนอให้ ครม.อนุมัติ จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยที่ 2 ฐานะหัวหน้าหน่วยงานรักษาการ ผบ.ตร.ได้ใช้ดุลพินิจให้ความเห็นชอบตามระเบียบ ครม.การจัดทำรูปแบบ แนวทางรวมถึงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างและขออนุมัติจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสายงาน และได้พิจารณาเหตุผลความจำเป็นเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น จำเลยที่ 2 ได้ใช้ดุลยพินิจเห็นชอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนจำเลยที่ 3 – 4 เป็นประธานและเลขานุการคณะกรรมการประกวดราคาฯ ตามลำดับ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบ ครม.ในการดูแลให้เกิดความเรียบร้อยในการเสนอราคา แม้ว่าจำเลยที่ 3 – 4 ไม่ได้เสนอบัญชีปริมาณวัสดุก่อสร้างให้ครบถ้วน แต่ราคาทั้งหมดไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในภาพรวม และ จำเลยที่ 5 เป็นผู้เสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเอง เมื่อพิจารณาเอกสารความเห็น ย่อมไม่เกิดความเสียหายและไม่ปรากฎว่าพบว่าจำเลยที่ 3 – 4 แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจึงไม่เป็นความผิด ส่วนจำเลยที่ 5 – 6 โจทก์ฟ้องว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 – 4 กระทำความผิด จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 – 6 กระทำความผิดด้วย มติองค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากมีความเห็น พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงที่องค์คณะอ่านคำพิพากษามีเนื้อหาว่า นายสุเทพ จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิด กองเชียร์ที่มาให้กำลังใจจากห้องถ่ายทอดสดพากันปรบมือแสดงความดีใจ โดยนายสุเทพ ให้สัมภาษณ์หลังจากศาลฎีกาฯ ว่า ตนต้องตกอยู่ภายใต้กระแสการโจมตีว่าเป็นคนเลว คนทุจริต เกือบ 10 ปี อดทนอดกลั้นและอาศัยความจริงเข้ามาต่อสู้ ประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รู้ว่าเราตั้งใจทำความดีให้กับชาติบ้านเมือง และประชาชน จะได้รับการคุ้มครอง

“ในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยแบ่งเป็นสามฝ่าย อำนาจตุลาการของศาล ยังเป็นที่พึ่งหลักของบ้านเมืองได้ คนที่ยึดมั่นในหลักการ ยึดมั่นในระบบขอให้มีกำลังใจ สำหรับตนทนทุกข์ทรมานใจมานาน ตอนนี้ หมดทุกข์ หมดโศก พ้นเคราะห์ จะเดินหน้าทำงานให้กับประเทศชาติและประชาชนตามอุดมการต่อไป ในชีวิตของตนทุ่มเททำงานให้กับบ้านเมืองและประชาชนด้วยความสุจริต ไม่มีใจที่จะคิดคดทรยศต่อแผ่นดิน ไม่ใช่คนทุจริตคอรัปชั่น ทุกอย่างได้พิสูจน์แล้ว ใครที่เคยกล่าวหาโจมตี ตนขอโหสิให้”

ต่อถามว่า ได้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาแล้ว จะดำเนินการฟ้องร้องกับผู้ทำให้เสียหายหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้คิด หลังจากนี้ จะไปกลับไหว้ศาลหลักเมือง ไหว้พระแก้วมรกต เพราะเวลาต่อสู้คดีตนได้ตั้งสัตย์อธิษฐานใช้ความจริงในการต่อสู้ ไม่ได้คิดหรือว่าโทษอะไรใครทั้งสิ้น” นายสุเทพ กล่าวและว่า ต่อไปจะเดินหน้าทางการเมืองอย่างไรนั้น “ต้องการสนับสนุนพรรคการเมืองของประชาชนที่แท้จริง ซึ่งได้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลัง ที่มี ส.ส.5 คน และมีรัฐมนตรี 1 คน เราทำประโยชน์ให้กับประชาชนมามาก ช่วงที่ก่อตั้งพรรคตนถูกโจมตีจากข้อมูลเท็จ แต่วันนี้พ้นผิดมีกำลังใจ จะเดินหน้าทางการเมืองต่อไป ยืนยันไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่จะขอสร้างนักการเมืองที่ดีมาทำงานเพื่อประชาชน

“อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วย เคยลั่นสัจจะวาจาไว้แล้วตอนเดินขบวน ว่าจะไม่กลับไปยุ่งทางการเมือง ส่วนสมาชิกพรรคที่จะสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกตนก็ไม่ทราบว่าจะรอดหรือไม่ ต้องรอการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 30 ก.ย. ผมไม่มีพาวเวอร์อะไรมีแต่หัวใจ ทุกอย่างที่ทำ ก็ทำเพื่อหัวใจ หัวใจที่รักชาติ รักแผ่นดิน รักประชาชน ยืนยัน ไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปช่วยใครได้” นายสุเทพ กล่าวในที่สุด