วิเคราะห์ยุทธวิธีรบ “ฮารีเมา” แห่ง BRN คาดเป็นกลุ่มถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี สูญเสีย 5 ทหารพราน
จากเหตุการณ์อุกอาจเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 22 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา กรณีคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือบุกโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ไม่เพียงแต่พรากชีวิตเจ้าหน้าที่ทหารพรานไปถึง 5 นาย แต่ยังทิ้งบาดแผลทางจิตใจและร่องรอยความสูญเสียไว้กับชาวบ้านในชุมชน แหล่งข่าวความมั่นคงชี้ นี่คือฝีมือของชุดปฏิบัติการ “ฮารีเมา” หรือ “เสือภูเขา” ที่มีการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ
ลำดับเหตุการณ์และผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่ตรงกลางความขัดแย้ง
เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลา 18.45 น. ขณะที่ชาวบ้านบางส่วนกำลังปฏิบัติศาสนกิจ (ละหมาด) คนร้ายใช้รถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ บุกกราดยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี ในเขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส การปะทะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่สร้างความสูญเสียอย่างหนัก
เจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 เสียชีวิต 5 นาย ได้แก่ จ.ส.อ.ธีระยุทธ โสมะเกิด, อส.ทพ.วิมล ดาบทอง, อส.ทพ.ณัฐสิทธิ์ แก้วเสนา, อส.ทพ.ซอลาฮูดิง ปิ และ อส.ทพ.ซากีรียา เจ๊ะน๊ะ นอกจากนี้ยังมีผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บอีก 6 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเด็กชายวัยเพียง 10 ขวบที่ถูกลูกหลง
เสียงสะท้อนจากชาวบ้านมุสลิมในพื้นที่เต็มไปด้วยความตระหนกและเสียใจ เนื่องจากจุดเกิดเหตุตั้งอยู่ใจกลางชุมชน
ชาวบ้านระบุว่าทหารพรานที่เสียชีวิตมีความผูกพันและคอยช่วยเหลือชุมชนมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำท่วม การก่อเหตุในพื้นที่ที่มีประชาชนพลุกพล่านจึงเป็นการกระทำที่สร้างความหวาดระแวง และทำให้ชาวบ้านออกมาเรียกร้องให้ “ยุติการทำร้ายประชาชน” โดยเร็ว
แกะรอย “ฮารีเมา” ยุทธวิธีเสือภูเขาแห่ง BRN
ด้านข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งข่าวความมั่นคง วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นฝีมือของขบวนการ BRN โดยเฉพาะชุดปฏิบัติการที่เรียกตนเองว่า “ฮารีเมา” (Harimau) ซึ่งในภาษามลายูแปลว่า “เสือ” หรือที่เจ้าหน้าที่ขนานนามว่า “ทหารภูเขา”
ยุทธวิธีของกลุ่มฮารีเมา มีความแยบยลและกระทำเป็นระบบขั้นตอน ดังนี้:
เครือข่ายสนับสนุนในหมู่บ้าน มีแนวร่วมในพื้นที่คอยทำหน้าที่สอดแนม ดูต้นทางให้ และคอยแจ้งความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่
การโจมตีแบบฉับพลันและปล้นปืน มีการใช้ยานพาหนะที่เตรียมไว้ แบ่งเป็นรถนำทาง รถปฏิบัติการ และรถคุ้มกัน เข้าประชิดเป้าหมาย สาดกระสุนและขว้างระเบิดอย่างรวดเร็ว ก่อนยึดอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่หลบหนีไปได้ถึง 5 กระบอก
เส้นทางหลบหนีและการทำลายหลักฐาน: หลังก่อเหตุ กลุ่มคนร้ายได้นำรถกระบะไปเผาทำลายทิ้งที่ บ้านคอลอกาแว ต.ศรีสาคร อ.ศรีสาคร เพื่อทำลายหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
ฐานที่มั่นบนเทือกเขาและตะเข็บชายแดน: สันนิษฐานว่าคนร้ายชุดนี้หนีขึ้นไปกบดานบน “เขาเมาะแต” อ.ศรีสาคร หรืออาจมีกำลังสนับสนุนจากกลุ่มฮารีเมาบนเทือกเขาบูโด
นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังระบุว่า บางครั้งสมาชิกอาจใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในประเทศเพื่อนบ้าน และลักลอบนำวัสดุประกอบระเบิดข้ามแดนมาเพื่อหลีกเลี่ยงการแกะรอยของเจ้าหน้าที่รัฐ
บทสรุปและก้าวต่อไปของสันติภาพ
การสูญเสียกำลังพลถึง 5 นาย ซึ่งมีทั้งพี่น้องชาวไทยพุทธและมุสลิม เป็นความสูญเสียที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง ทางด้าน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้กำลังใจกำลังพล พร้อมสั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เน้นย้ำให้ทุกหน่วยระมัดระวังการปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ ขณะที่ชุดสืบสวนเร่งรวบรวมหลักฐานเพื่อนำตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
เหตุการณ์ที่บูเก๊ะซามี ไม่ใช่เพียงการปะทะกันทางอาวุธ แต่คือบททดสอบสำคัญของกระบวนการพูดคุยสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตราบใดที่การใช้ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะและส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ เสียงเพรียกหาสันติภาพจากชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกอย่างจริงใจต่อไป



