อาจารย์อับดลเราะห์มาน มูเก็ม ( Abdunrohman Mukem) อาจารย์ประจำศูนย์เอเชียใต้ศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พูดถึงพฤติกรรมของกลุ่มดาวะห์ในภาวะวิกฤติโควิด-19 ได้สะท้อนมุมมองถึงพี่น้องดะวะห์ ได้อย่างแหลมคม
“ความเข้าใจสำคัญกว่าความรู้”
ไม่ว่าเราจะอธิบายด้วยฮาดิษและอัลกุรอ่านกี่อายะฮฺ ที่จะยืนยันความเชื่อเกี่ยวกับอิสลาม
จงจำไว้ว่า “หลายครั้งเราผิดพลาด เราพยายามคิดเองตามเราเข้าใจ แต่รู้ไว้อย่างหนึ่ง เราอาจไม่เข้าใจเลย”
เพราะอัลลอฮฺบอกว่า
“ด้วยคัมภีร์นี้ให้คนได้รับทางนำและด้วยคำภีร์นี้เช่นกันที่ทำให้ผู้คนหลงทาง
อีกอย่างผู้สำเร็จคือ ผู้เข้าใจศาสนา ไม่ใช่คนรู้ศาสนา
من يرد الله به خيرا يفقهه في الدين.
ในฮาดิษใช้คำว่า
يفقهه في الدين
ที่แปลว่า “อัลลอฮฺทำให้เขาเข้าใจศาสนา”
ไม่ใช่ใช้คำว่า
يعلمه في الدين
แปลว่า “อัลลอฮฺทำให้เขารู้ศาสนา”
โควิดจึงทำให้เรารู้ว่า “คนมุสลิมอีกมายมากไม่เข้าใจศาสนา ไม่เข้าใจเจตจำนงค์แห่งอิสลาม รวมทั้งคำประกาศของจุฬาฯ
อีกทั้งยังท้าทายต่างๆนาๆ โพสต์ด่า อัดคลิปแชร์ พูดคุยกันแบบไม่เข้าใจปรากฏการณ์องค์รวมเกี่ยวกับความจำเป็นเฉพาะหน้าที่ต้องออกมาตรการต่างๆ
หนำซ้ำกลับยืนกรานว่า ต้องโน่น…นี่…นั้น
และปฏิเสธทุกอย่างที่จุฬา รัฐบาล องค์กรทางการแพทย์แนะนำและตักเตือน
นี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับสังคมมุสลิม ที่ต้องหันมาทบทวนตัวเอง ว่าอะไรคือข้อผิดพลาดของเรา
อีกทั้งเป็นโจทย์ที่สถาบันการศึกษาต้องตอบว่า
“เราจะสร้างเด็กรุ่นใหม่อย่างไรให้เป็นศาสนิกที่ดีและให้เกียรติความเชื่ออื่นๆ ที่ต่างไปจากตนเอง
รวมทั้งให้เกียรติสังคม”
เพราะทุกการกระทำของคนเพียงหยิบมือเดียว อีกหลายคนต้องมารับและถูกเหมารวม
ศาสนาไม่ได้ต้องการแค่คนรู้
แต่ต้องการคนเข้าสถานการณ์และใช้เป็น
ต้องการคนที่เข้าใจว่า
“ศาสนาสอนอะไรและสร้างสรรค์สังคมอย่างไร”
จุฬาประกาศเตือนเพราะมีความรับผิดชอบ แต่คนค้าน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย…
“อิสลามไม่ได้มุ่งเน้นให้ศาสนา สำคัญกว่าชีวิต”
หากศาสนาสำคัญกว่าชีวิต
ป่านนี้คนป่วยก็ต้องถือศีลอด
คนเดินทางก็ห้ามละหมาดย่อ
ส่วนคนอดตายก็ห้ามกินหมูเพื่อประทังชีวิต
แต่เปล่าเลย
อิสลามให้ความสำคัญกับชีวิตกว่าศาสนา เพราะคนป่วยไม่ต้องถือศีลอด คนเดินทางละหมาดย่อได้
ด้วยเหตุนี้ต้องใช้ความเข้าใจศาสนา อย่าใช้แต่ความรู้ เพราะบางครั้งความรู้และความเชื่อที่ไร้การขบคิด ทำร้ายสังคมและคนรอบข้าง
คนมุสลิมเราไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว แต่ต้องอยู่กับคนอีกไม่รุ้กี่แบบ กี่ชนิด กี่พวก กี่ความเชื่อ กี่ศาสนา เราจึงต้องแคร์คนอื่นๆรอบข้างให้มาก อย่าเพียงแค่เอาสนุกนำหรือเอาอารมณ์ส่วนตนพร้อมตรรกะของตนมายัน
“อย่าคิดแต่หรอยเดินหน้า”
การกระทำที่เราขาดสติ อาจสร้างปัญหากับสังคมและบานปลายอย่างมากมาย
” คนรอบข้างไม่สนใจหรอกว่ากุรอ่านจะบรรจุหลักคำสอนอะไรไว้บ้างหรือท่านนาบีจะกล่าวว่าอย่างไร แต่เขาดูมุสลิม ดูกิริยามารยาท อัคลากเป็นลำดับแรก”
เมาลานาตอริกญามีล ผู้นำดะวะปากีสถานกล่าวว่า
“วันนี้มุสลิมยอมแพ้เสียบ้าง ยอมตกต่ำเสียบ้างเพื่อให้อิสลามสูงส่ง”
เอ. อาร์. มูเก็ม
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2962803297280007&id=100006510971980

ขณะเดียวกัน ศิริวรณ์ แก้วกาญจน์ (Siriworn Kaewkan) นักเขียนชื่อดัง ได้นำบทความมีขยายความต่อ ระบุว่า ได้ติดตามข่าวคราวกรณีนี้(ดะวะห์)มาตลอด มีบางเรื่องอยากบอกเล่าในมุมมองของคนนอกสังกัดศรัทธาของพวกเขาเหล่านั้น
ก่อนดาวะห์กลุ่มนี้จะเดินทางไปอินโดนีเซีย มีตัวอย่างกลุ่มดาวะห์ติดเชื้อจากมาเลเซียมาให้เราได้ตระหนัก ได้รับรู้กันก่อนแล้ว ช่วงนั้นจึงมีคำสั่งห้ามเดินทางไปร่วมชุมนุมกันที่อินโดนีเซียเพราะเกรงว่าจะเป็นแบบเดียวกับกลุ่มที่กลับจากมาเลย์ ซึ่งต่อมาอินโดนีเซียเองก็ประกาศยกเลิกการจัดงานชุมนุมฯ แต่พวกท่านก็ไม่ฟัง ไม่ฟังใคร ทั้งยังท้าทายคำสั่งจุฬาราชมนตรี บ้างก็ถ่ายคลิปรวมตัวกันละหมาด บอกว่า พวกท่านกลัวพระเจ้าของพวกท่าน แต่ไม่กลัวตาย
พวกท่านบอกว่า นั่นคือศรัทธาของพวกท่าน ศรัทธาของมุสลิมที่ศรัทธาชนคนกลุ่มอื่นๆ ไม่มีทางเข้าใจ…
ที่สุดพวกท่านก็เดินทางไปอินโดนีเซีย
ที่สุดพวกท่านก็ขอกลับประเทศไทยเมื่อทุกอย่างเริ่มไม่น่าไว้วางใจ โดยบอกว่าทุกคนผ่านระบบการคัดกรองมาแล้วจากประเทศต้นทาง
ที่สุดพวกท่านก็กลับมาพร้อมกับเชื้อร้ายที่กำลังระบาดไปทั่วโลก การคัดกรองและใบรับรองแพทย์ที่กล่าวอ้าง ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ในเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยวันแรกก็ตรวจพบเชื้อเกินครึ่งในหมู่พวกท่านทั้งหมด ทั้งที่เส้นทางบินจากจาการ์ตามายังหาดใหญ่ใช้เวลาโดยเฉลี่ยราวๆ 5 ชั่วโมง ทุกคนทุกฝ่ายจึงอดถามไม่ได้ว่าพวกท่านผ่านระบบคัดกรองและใบรับรองแพทย์จากประเทศต้นทางจริงหรือไม่?
คำถามสำคัญคือไม่ใช่ว่า พวกท่านควรจะกลับหรือไม่ควรกลับประเทศไทย แต่ควรถามว่าก่อนหน้านี้ทำไมพวกท่านถึงยังดื้อรั้นดันทุรังจะออกไป (เจ้าภาพหลักในกรณีนี้ทำไปเพื่ออะไร?) ทั้งที่มีตัวอย่างจากมาเลเซีย ทั้งที่การระบาดกำลังรุนแรงทั่วโลก ทั้งที่มีคำสั่งห้าม… ทั้งจากจุฬาฯ และเพื่อนร่วมชาติร่วมศรัทธาและจากคนกลุ่มอื่นๆ
แน่นอน พวกท่านอ้างความเป็นมุสลิม อ้างศรัทธาเฉพาะที่คนอื่นไม่เข้าใจ แต่พอมีคนบางกลุ่มไม่สบายใจเมื่อรู้ข่าวว่าพวกท่านจะกลับเข้ามา พวกท่านก็อ้างว่าประเทศไทยคือประเทศบ้านเกิด พวกท่านมีสิทธิ์กลับมาในฐานะพลเมืองของประเทศ ไม่ใช่แค่ความเป็นมุสลิม แต่ในฐานะมนุษยชาติด้วยซ้ำ
ไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับเหตุผลและคำกล่าวอ้างของพวกท่าน

แต่เรามาลองทบทวนกันดู
ก่อนออกไป ท่านรวมตัวกันในฐานะผู้ศรัทธา อ้างถึงความเฉพาะของมุสลิม โดยไม่เคารพกฎ กติกาใดอื่นทั้งนั้น ไม่ว่ากติกาสาธารณะ การอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมสังกัดศรัทธา กับเพื่อนมนุษย์กลุ่มอื่นๆ ฯลฯ
ครั้นท่านได้รับผลกระทบ ท่านก็ทิ้งเหตุผลเฉพาะของมุสลิมเช่นที่เคยอ้าง ท่านอ้างถึงความเป็นสมาชิกร่วมของสังคม ของประเทศชาติ อ้างถึงความเป็นมนุษยชาติที่ลึกกว้างกว่าความเป็นมุสลิมที่ท่านสังกัด
อย่างที่บอก ถ้าพวกท่านเชื่อฟัง ถ้าพวกท่านเคารพกติกาสาธารณะในภาวะวิกฤติตั้งแต่ต้น ถ้าพวกท่านคิดได้ตั้งแต่ต้น ทุกอย่างก็จะไม่วิกฤติเช่นที่เป็นอยู่
พวกท่านอาจแย้งว่า เหตุการณ์มันผ่านพ้นไปแล้ว แก้ไขสิ่งที่ผ่านพ้นไปไม่ได้แล้ว ทำไมไม่มาร่วมกันแก้วิกฤติในปัจจุบัน
นั่นก็ถูก!
แต่ที่เราต้องมาทบทวนกันก็เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นกับผู้ศรัทธากลุ่มอื่นๆ อีกในอนาคต ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ เพราะนี่ไม่ใช่วิกฤติของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่วิกฤติของกลุ่มศรัทธาใดศรัทธาหนึ่ง แต่คือวิกฤติของมนุษยชาติ
และแน่นอน เจ้าโควิด-19 เองก็ไม่ได้สังกัดศรัทธาใดๆ
ดูอย่างกรณีที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ก็ได้
พวกท่านกลับมาแล้ว กลับมาพร้อมเชื้อร้าย ถูกกักตัวในโรงพยาบาลสนาม พฤติกรรมเดิมๆ ที่ไม่เชื่อฟังใครของพวกท่านก็กลับมาอีก
ไม่เคารพสถานที่กักตัว
ไม่เคารพหมอ พยาบาล
ไม่เคารพคำสั่งจุฬาฯ รวมถึงกติกาอื่นๆ
พวกท่านสร้างภาระให้หมอ พยาบาลเพิ่มขึ้น สร้างภาระและความหวาดวิตกให้แก่ทุกคนทุกฝ่ายเพิ่มขึ้นด้วยการไม่ยอมร่วมมือใดๆ เช่น ยังคงรวมตัวกันละหมาด ยังแผลงฤทธิ์ในนามผู้ศรัทธา ไม่เกรงกลัวใดอื่นนอกจากพระเจ้าของท่าน (ครั้นพฤติกรรมของพวกท่านหลุดออกไปสู่สาธารณะ พวกท่านก็ยังออกมาตอบโต้ปิดบังว่านั่นคือ ข่าวปลอม!)
พวกท่านกลับมายังประเทศที่ระบบสาธารสุขดีกว่าหลายๆ ประเทศในโลก แต่พวกท่านก็ยังไม่หยุดแผลงฤทธิ์ แต่พอเชื้อร้ายในกายท่านแผลงฤทธิ์ขึ้นมาจนบทสวดมนต์หรือดุอาห์บทใดก็เอาไม่อยู่ พวกท่านจึงหมดแรงดื้อรั้น ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งก็มีอุปกรณ์ไม่พร้อม ไม่เพียงพอกับภาวะวิกฤติที่หนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่เพียงพอกับภาวะวิกฤติที่ก่อนนี้ไม่เคยได้รับความร่วมมือจากพวกท่าน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ระบบสาธารณสุขจะดีแค่ไหนก็รับมือไม่อยู่ ยังไม่พูดถึงว่าความไม่ร่วมมือคือภาระและความสุ่มเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นของหมอ พยาบาล อย่าลืมว่าบุคคลากรทางการแพทย์ของเราไม่ได้ประกอบส่วนขึ้นมาจากวัตถุดิบแต่ละชิ้นอย่างง่ายๆ เพียงแค่ไม่กี่นาที เช่น แมส เฟชชิลด์ หรือแม้แต่แอลกอฮอล์เจล หากพวกเขาและเธอติดเชื้อไปสักจำนวนหนึ่ง ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น?
ฉะนั้น เพื่อลดระดับความรุนแรงของภาวะวิกฤติที่ว่า จิตสำนึกสาธารณะจะต้องทำงานร่วมกับระบบสาธารณสุข ทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเท่าที่จะทำได้
ที่สุด พฤติกรรมของพวกท่านก็ส่งแรงกระเพื่อมออกไปนอกสังกัดความศรัทธา
ที่สุด พวกท่านก็โวยวายเอากับโรงพยาบาลเมื่อเครื่องไม้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์มีไม่เพียงพอ
ที่สุด พวกท่านก็กลัวตายมากกว่ากลัวพระเจ้า!
#บอกเล่าถึงภาวะวิกฤติช่วงดึกของเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่าน Abdunrohman Mukem หรือ เอ.อาร์ มูเก็ม อาจารย์ นักวิชาการ กวี…
Posted by Siriworn Kaewkan on Thursday, April 9, 2020



