“อลงกรณ์” มั่นใจ ปชป. คัมแบ็ค หลัง ปชช. ขานรับนโยบาย “ธนาคารหมู่บ้าน”

53

“อลงกรณ์ พลบุตร” มั่นใจ ประชาธิปัตย์คัมแบ็ค ประชาชนขานรับนโยบาย ธนาคารหมู่บ้าน ชุมชน 2 ล้าน ตอบโจทย์ใหญ่ 5 ข้อ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเงินสะพัด4ปี 3.6 ล้านล้านบาท

วันที่ 20 ก.พ.2566 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวแสดงความมั่นใจ ถึงอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์วันนี้ (20 ก.พ.) ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นพรรคทางเลือกหลักของประเทศอีกครั้งหนึ่งด้วยผลงาน นโยบาย และ ความสามารถในการบริหาร ที่พิสูจน์แล้ว 4ปี ยุคอุดมการณ์-ทันสมัย ”ทำได้ไว ทำได้จริง”โดยเฉพาะนโยบายธนาคารหมู่บ้าน-ธนาคารชุมชน 2 ล้านบาท ของ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการขานรับดีมากจากเวที ”ฟัง คิด ทำ” ระดับหมู่บ้านและชุมชนเพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และ เป็นเมกกะโปรเจคทางเศรษฐกิจ ที่ กระจายเม็ดเงิน 160,000 ล้านบาทลงไปถึงฐานราก คือ หมู่บ้านและชุมชน 80,000แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถตอบโจทย์ 5 ข้อของประชาชนและประเทศได้แก่1.แก้หนี้ แก้จน สร้างงาน สร้างเงิน สร้างอาชีพ 2.สร้างระบบการออมและสินเชื่อชุมชน 3.สร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้านและชุมชน 4.วางโครงสร้างระบบการเงินฐานรากใหม่ และ 5.กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ“เป็นครั้งแรกของประเทศที่มีการวางรากฐานของระบบสถาบันการเงินระดับหมู่บ้านและชุมชนในรูปแบบธนาคารหมู่บ้านและธนาคารชุมชนพร้อมกันทั่วประเทศ76จัวหวัดและกรุงเทพมหานครด้วยทุนประเดิมเริ่มต้นแห่งละ2ล้านบาทจำนวน 8 หมื่นหมู่บ้านและชุมชนคิดเป็นเงิน 160,000 ล้านบาทโดยในทางเศรษฐศาสตร์เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ5รอบซึ่งจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างน้อย 9 แสนล้านบาทต่อปี หรือ 3.6 ล้านล้านบาทใน 4 ปีแรกเป็นการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจและยังเป็นการวางรากฐานระบบการเงินใหม่ของประเทศในระดับฐานรากครอบคลุมทุกจังหวัด เท่าที่พรรคประชาธิปัตย์จัดเวทีระดับหมู่บ้านและชุมชน ปรากฎว่าประชาชนพึงพอใจและชื่นชอบนโยบายนี้เพราะตรงกับความต้องการของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นค่าครองชีพสูงลูกหลานว่างงานการค้าซบเซาเป็นหนี้นอกระบบมากขึ้นจากผลกระทบของวิกฤติโควิดและสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้การบริหารด้วยแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยชุมชนของชุมชนเพื่อชุมชนจะทำให้หมู่บ้านและชุมชนเข้มแข็งขึ้น” นายอลงกรณ์ กล่าวในที่สุด.