อิมามโคมัยนี ต้นแบบและผู้นำปรัชญาชีวิตเศรษฐกิจแบบพอเพียง

209

อิมามโคมัยนี นำเสมอปรัชญาทางการเมืองกับศาสนา “มันคือสิ่งเดียวกัน” คนอิหร่าน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเริ่มให้ความสนใจ เพราะความหมายของศาสนาและการเมืองเป็นอย่างเดียวกันที่อิมามนำเสนอนี้ ไม่ได้หมายถึงเป็นการเมืองน้ำเน่า ในแบบที่มีการเล่นการเมืองแบบโกหกหลอกลวง เล่นเกมแย่งชิงอำนาจการเมืองที่อิมามนำมาบอกมาสอนเป็นสิ่งเดียวกับศาสนาอิสลามสอน คือ ไม่มีเล่ห์กล ยึดธรรมะเป็นตัวตั้งบนประโยชน์สุขของประชาชน

มะฮ์ดี ซาเรอ์ ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน

หลายวันที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปพบพูดคุยกับท่านมะฮ์ดี ซาเรอ์ ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน หรือที่เรามักจะรู้จักกันในนาม อุปทูตศูนย์วัฒนธรรมอิสลามแห่งอิหร่าน เพื่อสนทนากับท่านเรื่องบทบาทแห่งชีวิตของอิมามโคมัยนีผู้นำแห่งการจุดประกายขบวนการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน จนนำมาซึ่งรัฐศาสนาที่ใช้ระบอบการปกครองแบบอิสลามได้สำเร็จในแผ่นดินอิหร่าน หรือประชาชาติผู้พิชิตดวงดาวลูกไก่

ท่านอุปทูตฯ ได้เล่าให้ฟังว่า…ในสมัยที่ท่านยังเป็นวัยรุ่นอายุประมาณ 17 ปี ท่านทราบข่าวว่าอิมามโคมัยนีโดนเนรเทศไปอยู่ที่ฝรั่งเศส อิมามโคมัยนีได้เคลื่อนไหวเกี่ยวกับการสอนศาสนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตมาแล้วประมาณ 15 ปี ตั้งแต่ท่าน(อุปทูตฯ)ยังเด็กๆ ซึ่งในช่วงเวลานั้น อิมามฯ มีคนที่ติดตามฟังการเรียนการสอนของท่านจำนวนไม่มากนักเพราะท่านอิมามโคมัยนี่เป็นนักการศาสนา นักปรัชญา ไม่ใช่นักการเมือง คนใหญ่ๆโตๆในบ้านเมืองในตอนนั้นจะฟังท่านน้อยมาก เพราะเขามองว่าท่านเป็นแค่เพียงนักการศาสนาไม่ใช่นักการเมือง ก็เลยไม่มีใครมีความรู้สึกร่วมมากสักเท่าไหร่ในตอนนั้น

แต่เมื่อท่านอิมามนำเสมอปรัชญาทางการเมืองของท่านกับศาสนา “มันคือสิ่งเดียวกัน” ผู้คนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเริ่มให้ความสนใจ เพราะความหมายของศาสนาและการเมืองเป็นอย่างเดียวกันที่อิมามนำเสนอนี้ ไม่ได้หมายถึงเป็นการเมืองน้ำเน่า ในแบบที่มีการเล่นการเมืองแบบโกหกหลอกลวง เล่นเกมแย่งชิงอำนาจการเมืองที่อิมามนำมาบอกมาสอนเป็นสิ่งเดียวกับศาสนาอิสลามสอน คือ ไม่มีเล่ห์กล ยึดธรรมะเป็นตัวตั้งบนประโยชน์สุขของประชาชน

ท่านอุปทูตฯ กล่าวว่า…พออิมามอธิบายแบบนี้หลังจากนั้นก็มีผู้คนหันมาให้ความสนใจให้ความสำคัญเป็นจำนวนมาก ท่านอิมาม ท่านเป็นนักการศาสนา เวลาท่านนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาและการเมืองไปด้วยพร้อมกัน ถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในสังคมอิหร่านสิ่งที่ได้รับการตอบรับในตอนนั้นคือ คนหนุ่มสาวให้การตอบรับทัศนะหรือว่ามุมมองของท่านในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก

หนุ่มสาวชาวอิหร่านเริ่มหลั่งไหลเข้ามาฟังคำเทศนาธรรมของท่าน อ่านหนังสือที่ท่านเขียน ฟังเทปที่ท่านปราศัยเทศนาธรรม คนหนุ่มสาวเข้ามาหาท่านแล้ว กลายเป็นสานุศิษย์ท่านเยอะมากในตอนนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องแปลกมากๆในมุมมองของท่าน(อุปทูตฯ) ที่ว่าคนที่เป็นนักการศาสนาส่วนมากแล้วในยุคปัจจุบัน เราก็จะเห็นเขาอยู่มัสยิดอย่างเดียว ถ้าเป็นพุทธมามกะ เราก็จะเห็นสมณะหรือภิกษุก็จะอยู่ในวัดอย่างเดียวไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย
แต่ว่าท่านอิมาม ท่านเป็นนักการศาสนา พอนำเสนอเรื่องนี้ เมื่อประชาชนและคนหนุ่มสาวเห็น พวกเขามองว่า “มันตรงชีวิตความเป็นอยู่” ก็เลยหันมาหาท่านอิมาม แสดงให้เห็นว่าท่านอิมามมีความเชี่ยวชาญ สามารถและมีความฉลาดในการที่จะนำเสนอศาสนาให้ตรงกับความคิดของคนหนุ่มสาวในยุคสมัยนั้น ศาสนาที่มาพร้อมการเมือง นั่นเป็นเพราะมุมมองการเมืองของท่านอิมามเป็นมุมมองที่ทันสมัยมันก็เลยทำให้หนุ่มสาวหันมาสนใจศาสนาและการเมืองมากขึ้น

ท่านอุปทูต กล่าวเพิ่มเติมว่า…ก่อนหน้านั้น คนหนุ่มสาวในสมัยนั้นมองว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมล้าหลัง ทำให้คนตกขบวนจากการพัฒนาในเรื่องของทางโลก แต่ว่าพออิมามเข้ามา ท่านมาบอกว่าศาสนาและความเชื่อ มันไม่ใช่แบบนั้น ศาสนา คือแนวทาง ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญพัฒนาในทุกๆด้าน เพราะศาสนาในความเป็นจริง คือสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงมีความรู้ทั้งหมด ถ้าเราปฏิบัติตามศาสนาจริงๆ ศาสนามันจะนำเราไปสู่การพัฒนาเอง
และอีกอย่าง หนุ่มสาวในยุคสมัยท่านอิมาม สิ่งที่หนุ่มสาวยุคนั้นได้รับจากท่านอิหม่าม คือพวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าประเทศ อิหร่านจะสามารถต่อกรกับประเทศมหาอำนาจได้ ในอดีตใครมากดขี่เราเราก็ต้องยอมรับ แต่ท่านอิหม่ามสอนให้เรารู้ว่า เราสามารถต่อสู่กับประเทศมหาอำนาจได้

ท่านอุปทูตกล่าวว่า…ท่านได้รับอิทธิพล จากท่านอิมาม เพราะอิมามได้สอนให้คนหนุ่มสาว …”รักษาเกียรติของตัวเอง” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม เกียรติในที่นี้หมายถึงความเป็นตัวของตัวเองสิทธิของแต่ละคน ท่านอิมามสอนว่า ไม่ให้เรายอมให้ใครมาทำลายสิทธิของเรา เรามีสิทธิอะไรในสังคม เรามีสิทธิอะไรในประเทศ ต้องไม่ยอมให้ใครมาทำลายสิทธิของเรา สิ่งนี้กลายเป็น อัตลักษณ์ ของประเทศอิหร่านจนมาถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะโดนประเทศมหาอำนาจกดขี่ยังไงก็ตาม เราต้องไม่ให้ใครมาทำลายความเชื่อของเราและเราก็ต้องไม่ไปทำลายความเชื่อของคนอื่นด้วย นี่คือสิ่งที่ท่านอิมามโคมัยนีย้ำสอน นี่คือสิ่งที่ท่าน(อุปทูตฯ)ได้รับจากอิมาม

อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านอุปทูต ได้รับจากท่านอิมามตอนสมัยที่ท่านยังเป็นวัยรุ่น คือ เราจะเห็นได้ว่าค่านิยมของประเทศต่างๆ ผู้นำต้องมีทรัพย์สินและร่ำรวย แต่ท่านอิมามโคมัยนี่อาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ และบางครั้งเวลาที่ท่านได้พบปะกับผู้นำกับประเทศใหญ่ๆ ท่านก็ให้การต้อนรับผู้นำเหล่านั้นที่มาเยี่ยมคารวะท่านในห้องเล็กๆ ที่ท่านพักอยู่อาศัยนั่นเอง ท่านอิมามสอนว่าทรัพย์สินไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญเลย พฤติกรรมของเรา หรือสิ่งที่เราต้องการต่างหากที่เราสามารถใช้เจรจาได้ ท่านรู้สึกแปลกใจกับ คำสอนของที่นอิมามในสมัยนั้น เกี่ยวกับเรื่องความพอเพียง พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ท่านมาเห็นสิ่งนี้ในประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้มันอาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์เองก็ได้ ซึ่งตรงกับคำสอนของท่านอิมามในสมัยตอนท่านเป็นวัยรุ่น

ท่านอุปทูตฯ กล่าวว่า…สิ่งที่ท่านเห็นจากอิมามและได้เรียนรู้จากอิมามอีกอย่างหนึ่ง ก็ คือท่านอิมามใช้การปฏิบัติใช้มารยาทที่งดงามในการสอนไม่ใช่ใช้คำสั่งในการสอนผู้คน เมื่อประธานาธิบดีทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มาพบท่านอิมาม พวกเขาเห็นสิ่งนี้จากท่านอิมาม ซึ่งเป็นมารยาทที่งดงาม สิ่งที่ท่านพูดและทำคืออย่างเดียวกัน แตกต่างจากเหล่าเผด็จการของประเทศอื่น สอนประชาชนด้วยรูปแบบการปฏิบัติที่แตกต่างกัน
ท่านอิมามเป็นสัญลักษณ์ของการคิด ต่อสู้กับ โลกวัตถุ ท่านอิมามใช้เรื่องของจิตวิญญาณเข้ามาสอนสั่งผู้คน ซึ่งท่านแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายสูงสุดการไปถึงพระผู้เป็นเจ้า การทำให้ศาสนาพระผู้เป็นเจ้าสูงส่งขึ้น และท่านมีความเชื่อในเป้าหมายนี้ของท่านอยู่ตลอด สิ่งที่ท่านอิมามนำเสนอในยุคสมัยนั้น เป็นเรื่องของแนวคิดด้านศาสนา ศาสนามีแนวคิดที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงของผู้คนได้ ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีประเทศใดที่ใช้แนวคิดนี้มาในการพัฒนาประเทศเลย ทำให้ประชาชนอิหร่านในยุคสมัยนั้นเชื่อว่า ศาสนาก็สามารถทำให้ประเทศพัฒนาได้ ชีวิตของผู้คนพัฒนาได้ และท่านอิมามยังแสดงให้ประชาชนเห็นถึง ความรักในประเทศ และ รักประชาชนของท่าน สิ่งนี้เอง ทำให้ประชาชนแสดงความรักตอบกลับไปยังท่าน ชัยชนะที่ได้มาจากการปฏิวัตินั้นเกิดขึ้นจากความรักของท่านที่มีต่อประชาชนและความรักของประชาชนที่มีต่อท่าน จึงทำให้เกิดชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในการปฏิวัติ

ท่านอิหม่ามโคมัยนี ใช้เวลาในการสอนศาสนาอิสลาม 15 ปี ในประเทศอิหร่าน ก่อนหน้ามีการ ปฏิวัติและท่านถูกเนรเทศออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งท่านต้องหลบๆซ่อนๆ ในการเผยแผ่แนวคิดทางศาสนา จนเมื่อถึงเวลาที่ท่านได้รับชัยชนะและกลับมาจากประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่ท่านนำเสนอ ก็คือศาสนา ไม่ใช่แค่เรื่องของการ อิบาดะห์(เคารพภักดี) อย่างเดียว แต่ศาสนาต้องมี หุกูมะห์(กฎหมาย/การปกครอง)ด้วย ถ้าเราเอากฏเกณฑ์ของศาสนามา ทำให้กฏเกณฑ์นั้นมีผลบังคับใช้กับประชาชนไม่ได้ ศาสนาก็จะไม่มีประโยชน์อะไร ทีนี้ถ้าเราเอาศาสนาที่เป็นกฏเกณฑ์เอามาให้มีผลบังคับใช้ในประเทศได้ ก็จะเกิดประโยชน์มากมายมหาศาล ทั้งในแง่ของจิตวิญญาณและการพัฒนาประเทศ นั่นคือสิ่งที่ท่านอิมามสอนเอาไว้

ท่านเขียนหนังสือ ในสมัยที่โดนเนรเทศออกไป ในขณะที่ท่านอาศัยอยู่ในประเทศอิรักและฝรั่งเศส
ส่วนมากจะเขียนในอิรัก ท่านอิมามถูกเนรเทศไปอยู่ในอิรัก 12 ปี 11 เดือน ในหนังสือ อัลหุกูมะตุลอิสลามิยะห์ พูดถึง รูปแบบการปกครองโดยรวม ท่านพูดถึง วิลายะตุลฟากิห์ คนที่จะมาปกครองต้องเป็นยังไง รูปแบบการปกครองตามรูปแบบในระบอบอิสลาม ผู้ที่จะมาปกครองต้องเป็นยังไงมีอยู่ในหนังสือ ทั้ง 2 เล่มนี้

อิมามโคมัยนี ได้วางหลักเกณฑ์ของการปกครองระบอบการปกครองแบบอิสลาม และคุณลักษณะของผู้ปกครอง และเป็นต้นแบบแห่งผู้ปกครอง ผู้นำในการต่อสู้กับประเทศมหาอำนาจผู้อหังการ แม้ท่านจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นผู้สูงสุดของประเทศ แต่ท่านก็ยังดำรงชีวิตอยู่ในบ้านเช่าหลังเล็กๆ ดำรงชีวิตเยี่ยงสามัญชนคนธรรมดาทั่วไป มีชีวิตแบบสมถะรู้จักพอเพียงเพียงพอกับสิ่งที่มีอยู่ไม่ขวนขวายอะไรมากกว่าสิ่งที่จำเป็นจริงๆในชีวิต และไม่ได้ทิ้งอะไรเอาไว้นอกจากความดีงาม ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านได้กล่าวคำเตือนสติผู้คนและประชาชาติของท่านว่า…”ชีวิตนี้ยากลำบากนัก อย่าทำบาป”