หน้าแรก วาไรตี้ รู้จัก’ซอลาฮุดดีน’ เจ้าของฉายาผู้พิชิตใน ‘สงครามครูเสด’

รู้จัก’ซอลาฮุดดีน’ เจ้าของฉายาผู้พิชิตใน ‘สงครามครูเสด’

ซาลาดิน (Saladin)” หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญใน “สงครามครูเสด (Crusades)” เจ้าของฉายาผู้พิชิต

หากใครที่เคยอ่านซีรีส์เรื่อง “สงครามครูเสด (Crusades)” ที่ผมเคยเขียนไว้ น่าจะคุ้นชื่อของ “ซาลาดิน (Saladin)”

บทความนี้จะเป็นเรื่องราวของซาลาดินครับ

“ซาลาดิน (Saladin)” เป็นชื่อตะวันตกของ “เศาะลาฮุดดีน ยูซุฟ อิบน์ อัยยูบ (Salah al-Din Yusuf ibn Ayyub)” สุลต่านแห่งอียิปต์และซีเรีย ผู้ซึ่งสามารถพิชิตกองทัพครูเสดใน “ยุทธการที่ฮัททิน (Battle of Hattin)” และสามารถยึดเมืองเยรูซาเลมได้ในปีค.ศ.1187 (พ.ศ.1730)

ในช่วงที่เรืองอำนาจถึงขีดสุด ซาลาดินปกครองดินแดนมุสลิมที่ลากยาวตั้งแต่อียิปต์ไปถึงซีเรีย

ซาลาดินนั้นเป็นที่ยกย่องในฐานะของผู้นำทัพที่กล้าหาญ และเป็นที่ศึกษาจนถึงทุกวันนี้

ซาลาดินเกิดในปีค.ศ.1137 (พ.ศ.1680) หรือค.ศ.1138 (พ.ศ.1681) ที่เมืองติกรีต ซึ่งอยู่ในตอนกลางของอิรัก

ครอบครัวของเขานั้นมีเชื้อสายคูดิซทาน โดยพ่อและลุงของเขาเป็นแม่ทัพระดับสูงในกองทัพของ “อิมาด อัล-ดิน เซงกิ (Imad al-Din Zengi)” ผู้ปกครองดินแดนทางตอนเหนือของซีเรีย

ซาลาดินเติบโตในเมืองดามัสกัส และเข้าร่วมกับกองทัพที่มีผู้นำทัพคือลุงของซาลาดินนั่นเอง โดยลุงของซาลาดินได้ทำหน้าที่รับใช้พระโอรสของเซงกิ นั่นคือ “เนอร์แอ็ดดิน (Nur al-Din)” ติดตามทัพของเนอร์แอ็ดดินไปอียิปต์

ในปีค.ศ.1169 (พ.ศ.1712) ภายหลังจากที่ลุงของซาลาดินเสียชีวิต ซาลาดินจึงถูกเลือกให้ขึ้นเป็นผู้นำทัพของเนอร์แอ็ดดินในอียิปต์ และเป็นขุนนางใหญ่ในแคว้นกาหลิบราชวงศ์ฟาติมียะห์ ซึ่งปกครองอียิปต์ในเวลานั้น

ในปีค.ศ.1171 (พ.ศ.1714) ซาลาดินได้ขึ้นเป็นข้าหลวงแห่งอียิปต์ และตั้งเป้าที่จะลดทอนอำนาจของนิกายชีอะฮ์ และฟื้นฟูนิกายสุหนี่

เมื่อขึ้นสู่อำนาจ ซาลาดินก็ได้ทำให้อียิปต์แข็งแกร่งและเป็นฐานอำนาจของนิกายสุหนี่ในตะวันออกใกล้

ภายหลังจากเนอร์แอ็ดดินสิ้นพระชนม์ในปีค.ศ.1174 (พ.ศ.1717) ซาลาดินก็ได้นำทัพ บุกยึดดินแดนต่างๆ ที่เนอร์แอ็ดดินเคยปกครอง

นอกจากนั้น ซาลาดินยังขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำดินแดนมหาอำนาจ สามารถท้าทายรัฐครูเสดในตะวันตก ซึ่งเกิดขึ้นมาภายหลังจากสงครามครูเสดครั้งที่ 1 เมื่อปีค.ศ.1098-1099 (พ.ศ.1641-1642)

เมื่อเป็นสุลต่านแห่งอียิปต์ ซาลาดินได้เดินทางกลับไปซีเรีย และสามารถยึดดามาสกัส อเล็ปโป และโมสุล จากผู้นำชาวมุสลิมคนอื่นๆ

นอกจากนั้น ทัพของซาลาดินยังพิชิตเยเมน ซึ่งทำให้เขาสามารถแผ่อำนาจเข้าไปยังทะเลแดงได้อีกด้วย

นอกเหนือจากความสามารถทางการทหารแล้ว ซาลาดินยังรู้จักใช้ความสัมพันธ์ในการขยายอำนาจ โดยเขาได้แต่งงานกับอดีตมเหสีของเนอร์แอ็ดดิน ซึ่งมีฐานะเป็นหลานของผู้ปกครองดามัสกัส ทำให้ซาลาดินยิ่งทรงอำนาจมากกว่าเดิม

ในที่สุด ซาลาดินก็ได้รับแรงสนับสนุนจากมุสลิม จนตั้งตัวเป็นผู้นำ “ญิฮาด (Jihad)” หรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ปกป้องอิสลามจากชาวคริสต์

เป้าหมายของซาลาดินคือการรวบรวมดินแดนมุสลิมในซีเรีย ภาคเหนือของเมโสโปเตเมีย ปาเลสไตน์ และอียิปต์ และนำดินแดนเหล่านี้มาอยู่ใต้อำนาจของเขา และภายในปีค.ศ.1186 (พ.ศ.1729) เขาก็ทำได้สำเร็จ

ภายหลังจากสู้รบกับพวกแฟรงค์เป็นเวลานานเกือบ 10 ปี ซาลาดินก็เตรียมจะโจมตีครั้งใหญ่ในปีค.ศ.1187 (พ.ศ.1730) โดยการรวบรวมทัพจากทางใต้ของดามัสกัส และทัพอียิปต์จากอเล็กซานเดรีย

ทัพของซาลาดินได้ปะทะกับกองทัพแฟรงค์ที่ฮัททิน และทัพของซาลาดินก็สามารถพิชิตกองทัพแฟรงค์ได้ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1187 (พ.ศ.1730)

ชัยชนะที่ฮัททิน ตามมาด้วยชัยชนะในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.1187 (พ.ศ.1730) เมื่อเยรูซาเลมยอมแพ้ต่อซาลาดิน ภายหลังจากที่เยรูซาเลมตกอยู่ใต้อำนาจของชาวคริสต์เป็นเวลานานกว่า 88 ปี

ในทีแรก ซาลาดินคิดจะประหารชาวคริสต์ในเยรูซาเลมทั้งหมด เพื่อเป็นการแก้แค้นที่ชาวมุสลิมถูกสังหารในปีค.ศ.1099 (พ.ศ.1642) แต่สุดท้าย ซาลาดินก็ปล่อยชาวคริสต์ให้เป็นอิสระ

ในเวลานั้น ซาลาดินสามารถยึดครองเมืองสำคัญหลายเมืองจากกองทัพครูเสด แผ่อิทธิพลออกไปอย่างกว้างไกล

ภายหลังจากที่ซาลาดินยึดเยรูซาเลมมาได้ไม่นาน “สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 3 (Pope Gregory III)” ก็ได้เรียกชุมนุมทัพ จัดสงครามครูเสดครั้งใหม่ หวังจะยึดเมืองคืน

ในปีค.ศ.1189 (พ.ศ.1732) กองทัพชาวคริสต์ได้เคลื่อนพลที่เมืองไทร์ เตรียมพร้อมก่อสงครามครูเสดครั้งที่สาม ซึ่งสงครามนี้ นำโดยกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจถึงสามพระองค์ นั่นคือ “จักรพรรดิเฟรเดอริคที่ 1 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Frederick I, Holy Roman Emperor)” “พระเจ้าฟีลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส (Philip II of France)” และ “พระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ (Richard I of England)”

กองทัพครูเสดได้บุกเมืองเอเคอร์ และสามารถยึดเมืองได้ในปีค.ศ.1191 (พ.ศ.1734) แต่ถึงอย่างนั้น ซาลาดินก็สามารถต้านทานทัพครูเสดและรักษาดินแดนส่วนใหญ่เอาไว้ได้

สงครามครูเสดครั้งที่ 3 จบลงในปีค.ศ.1192 (พ.ศ.1735) โดยซาลาดินได้ตกลงสงบศึกกับพระเจ้าริชาร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1193 (พ.ศ.1736) ซาลาดินก็ได้เสียชีวิตในสวนที่ดามัสกัส

ในเวลานั้นเขามีอายุยังไม่ถึง 60 ปี หากแต่ก็ตรากตรำทำศึกมาเป็นเวลานาน และเมื่อเสียชีวิต เขาก็ได้ยกทรัพย์สมบัติเกือบทั้งหมดให้แก่ประชาชนของเขา มากซะจนไม่เหลือเงินฝังศพตัวเองด้วยซ้ำ

และจนถึงทุกวันนี้ ชื่อของซาลาดิน ก็เป็นอีกหนึ่งชื่อที่สำคัญในประวัติศาสตร์สงครามครูเสด

—–

References: https://www.history.com/topics/africa/saladin
https://www.ducksters.com/history/islam/saladin.php
https://www.worldhistory.org/Saladin/
https://www.newworldencyclopedia.org/entry/Saladin

ต้นฉบับ: https://www.blockdit.com/posts/612e5b66bc152d0d53e4fcea

Cr. Timeless history-ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา