เมาลิดกลางจังหวัดพังงา จุฬาราชมนตรีเปิดงานเน้นสิทธิสตรี-สังคมพหุวัฒนธรรม
วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานเมาลิดกลางจังหวัดพังงา ประจำปี พ.ศ. 2569 (ฮ.ศ. 1447) ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เพื่อรำลึกถึง เชิดชูเกียรติ และเผยแพร่พระจริยวัตรของท่านนบีมูหมัด (ซ.ล.)
โดยนายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายอะหมัด และเยาะ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพังงา พร้อมด้วย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพังงา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา นายธงชัย ปิติเศรษฐ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอัสนาวี มุคุระ ประธานกอจ.กระบี่ นายเอกรัฐ หลีเส็น อดีตผู้ว่าฯพลังงา ดี หิรัฐ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา และพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพังงา ร่วมการต้อนรับและร่วมเป็นเกียรติ
งานเมาลิดกลางจังหวัดพังงา ประจำปี ฮ.ศ. 1447 จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา และสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดพังงา ในระหว่างวันที่ 18–19 เมษายน 2569 โดยภายในงานมีกิจกรรมทางศาสนาและวิชาการที่หลากหลาย อาทิ การบรรยายทางวิชาการ การอบรมสัมมนาสำหรับมุสลีมะห์ การแข่งขันทักษะทางวิชาการของนักเรียนภาคฟัรดูอัยน์
นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าวเปิดงานระบุว่า อัลเลาะฮ์ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ประทานโองการลงมาต่อนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)ว่า เราไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด แต่เพื่อความเมตตาแก่มวลมนุษยชาติ ให้ความเมตตากับมนุษย์ทุกคน
ในยุคที่อิสลามถูกประทานลงมา สังคมอาหรับ เป็นไปด้วยความเสื่อมทราม ทั้งด้านศีลธรรม การศึกษา คนอาหรับในยุคนั้น ไม่ชอบลูกผู้หญิง เมื่อลูกสาวเกิดมาจะฝังทั้งเป็น เมื่ออิสลามถูกประทานลงมาได้มีสั่งห้าม และให้เกียรติสตรี
ท่านหญิงคอดียะห์ เป็นคนแรกที่เข้ารับอิสลาม คอยปลอบโยนนบี ตอนรับวาฮี และกลับเข้าบ้านตัวสั่นเทา อิสลามได้ยกฐานะสตรีให้สูงขึ้น
‘ท่านศาสดามูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้เผยแผ่อิสลามในมักกะห์ถูกต่อต้านถึงขนาดเอาชีวิต จึงได้อพยพไปยังมาดีนะห์ ซึ่งมีคนหลายกลุ่มอาศัยอยู่ ทั้งอัลซอร ชาวยิว ชาวคริสต์ นบีได้ออกธรรมนูญการปกครอง ให้สิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่ได้ห้าม แต่เวลามีสงครามทุกจะต้องออกรบปกป้องนครมาดีนะห์ ทุกคนสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ’จุฬาราชมนตรี กล่าว
การจัดงานดังกล่าว สะท้อนถึงความสามัคคีอันเป็นหนึ่งเดียวของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและองค์กรศาสนาในการร่วมกันสืบสานคุณธรรมและจริยวัตรอันทรงคุณค่าสืบไป




