คู่ขัดแย้งใหม่ปากีสถาน-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงขั้น “ทวงหนี้กะทันหัน” และ “ส่งแรงงาน” ออกนอกประเทศ
สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) เปิดปฏิบัติการทวงหนี้สายฟ้าแลบ 3.5 พันล้านดอลลาร์ โดยได้ส่งสัญญาณกดดันอย่างหนักให้ปากีสถานคืนเงินฝากจำนวน 3,450 – 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท) ที่เคยให้ไว้เพื่อพยุงทุนสำรองระหว่างประเทศของปากีสถานตั้งแต่ปี 2562
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ธนาคารกลางปากีสถาน (SBP) ยืนยันว่าได้ชำระคืนหนี้ทั้งหมดให้แก่ UAE แล้ว โดยระบุว่าเป็นการรักษา “ศักดิ์ศรีของชาติ” แม้การจ่ายคืนครั้งนี้จะทำให้ทุนสำรองของปากีสถานวูบหายไปกว่า 18-20% ก็ตาม
ปากีสถานสามารถคืนเงินก้อนนี้ได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งได้รับเงินช่วยเหลือ 3 พันล้านดอลลาร์จากซาอุดีอาระเบียมาสมทบ
มีรายงานว่าบริษัทระดับชาติของ UAE เช่น Etihad Airways เริ่มมีการเลิกจ้างพนักงานชาวปากีสถานและสั่งให้ออกจากประเทศภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ปฏิบัติการทางอ้อม” ในการตอบโต้ทางการเมือง
มาตรการเข้มงวด: UAE เริ่มบังคับใช้กฎระเบียบการตรวจลงตรา (Visa) ที่เข้มงวดขึ้นกับชาวปากีสถาน และมีกระแสข่าวการทยอยส่งกลับแรงงานบางกลุ่ม ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่อปากีสถาน เนื่องจาก UAE เป็นแหล่งรายได้สำคัญจากเงินส่งกลับประเทศ
ชนวนเหตุ: “ยืนไม่ตรงข้าง” ในสงครามตะวันออกกลาง
UAE มองว่าปากีสถานวางตัวไม่ชัดเจนในสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านโจมตีเรือน้ำมันของ UAE แต่ปากีสถานกลับไม่ประณามอย่างรุนแรงเท่าที่ควร หรือแม้แต่พยายามวางตัวเป็นกลางในขณะที่ UAE ต้องการแรงสนับสนุนจากพันธมิต
การเจรจาล่าสุดที่อิสลามาบัดไม่สามารถลดช่องว่างความบาดหมางได้ ทำให้ UAE ตัดสินใจใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเข้ากดดันแทนการทูตแบบเดิม
สถานการณ์นี้คือการใช้ “อาวุธทางการเงิน” และ “นโยบายแรงงาน” ของ UAE เพื่อสั่งสอนปากีสถานให้รู้ว่าการวางตัวเข้าข้างอิหร่าน (หรือการไม่ช่วยปกป้องความมั่นคงของ UAE) มีราคาที่ต้องจ่ายสูงเพียงใด หากปากีสถานไม่สามารถปรับนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับกลุ่มประเทศอ่าวได้ อาจต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากการถูกตัดขาดด้านการเงินและแรงงาน
#ปมจัดแย้ง #UAE #ปากีสถาน



