เมื่อ 200 ปีก่อน (ราวๆ พ.ศ. 2369 ตรงกับช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์) พื้นที่ปัตตานีหรือหัวเมืองภาคใต้ตอนล่างยังมีสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยป่าดิบชื้น เทือกเขาสลับซับซ้อน และแม่น้ำลำคลองจำนวนมาก การเดินทางของคนปัตตานีในยุคนั้นจึงถูกกำหนดด้วยสภาพแวดล้อม และแบ่งออกเป็น 3 เส้นทางหลัก คือ
1. การเดินทางภายในท้องถิ่น/ข้ามเมือง: ทางน้ำเป็นหลัก (River & Coastal Navigation)
เนื่องจากถนนหนทางที่สะดวกสบายยังไม่มี แม่น้ำสายหลักอย่าง “แม่น้ำปัตตานี” และ “แม่น้ำสายบุรี” จึงเปรียบเสมือนทางด่วนของคนในยุคนั้น
เรือขุดและเรือแพ: ชาวบ้านทั่วไปใช้เรือขุดจากซุงทั้งต้น (เรือกาบาง หรือเรือท้ายกุด) หรือต่อแพไม้ไผ่ สำหรับเดินทางติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้า เกษตรกรรม และสัญจรระหว่างหมู่บ้านตามริมแม่น้ำ
เรือใบพื้นเมือง (เรือกอและ / เรือท้ายจง): หากเป็นการเดินทางข้ามเมืองเลียบชายฝั่งทะเล (เช่น จากปัตตานีไปสงขลา นราธิวาส หรือกลันตัน) จะใช้เรือใบขนาดใหญ่ขึ้นที่สามารถโต้คลื่นลมชายฝั่งได้ดี
2. การเดินทางเข้าป่า/ข้ามเทือกเขา: ทางบกโดยพึ่งพาสัตว์ (Land Transport)
หากจำเป็นต้องเดินทางลึกเข้าไปในป่าเพื่อหาของป่า หรือข้ามเทือกเขาสันกาลาคีรีไปยังฝั่งตะวันตก (เช่น ยะลา รามัน หรือทะลุไปไทรบุรี/มาเลเซียในปัจจุบัน) คนปัตตานีจะใช้สัตว์เป็นพาหนะ:
ช้าง (Elephants): ช้างถือเป็น “ยานพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อ” ที่ดีที่สุดในยุคนั้น ปัตตานีและหัวเมืองรอบๆ ขึ้นชื่อเรื่องการจับช้างป่าและเลี้ยงช้าง ช้างสามารถเดินลุยโคลน ข้ามลำห้วย และบุกเบิกเส้นทางในป่าทึบที่สัตว์อื่นไปไม่ได้ โดยมักจะติด “สัปคับ” (ที่นั่งบนหลังช้าง) สำหรับเจ้านายหรือใช้บรรทุกของหนัก
วัวเทียมเกวียน / วัวต่าง (Cattle & Carts): ในพื้นที่ราบลุ่มหรือเส้นทางดินแห้งๆ ระหว่างชุมชน จะมีการใช้วัวลากเกวียน หรือใช้ “วัวต่าง” (การนำตะกร้าผูกคร่อมหลังวัว) บรรทุกสินค้า เช่น ข้าวสาร เกลือ หรือผ้าบาติก
3. การเดินทางระยะไกล (ไปกรุงเทพฯ หรือไปทำฮัจญ์ที่มักกะฮ์): เรือสำเภาและเรือใบใหญ่
เมื่อ 200 ปีก่อน ปัตตานีเป็นเมืองท่าสำคัญในคาบสมุทรมลายูที่มีเรือสินค้าแวะเวียนมาตลอด
ไปกรุงเทพมหานคร: หากเจ้านายพื้นเมืองหรือพ่อค้าต้องการเดินทางขึ้นไปยังเมืองหลวง (กรุงรัตนโกสินทร์) จะต้องโดยสาร “เรือสำเภา” (Junk) หรือเรือใบขนาดใหญ่ ล่องขึ้นไปตามอ่าวไทย ซึ่งต้องอาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในการเดินทาง และใช้เวลาหลายสัปดาห์
การไปแสวงบุญ ณ นครมักกะฮ์: สำหรับชาวมุสลิมปัตตานีที่มีฐานะและต้องการไปทำฮัจญ์ ถือเป็นการเดินทางครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต พวกเขาต้องนั่งเรือใบพื้นเมืองลงใต้ไปยัง “เกาะปีนัง” หรือ “สิงคโปร์” (ซึ่งในทศวรรษ 1820 เริ่มมีอิทธิพลของอังกฤษและเป็นศูนย์กลางการเดินเรือ) เพื่อไปต่อ “เรือใบโบราณขนาดใหญ่ (Dhow)” ของชาวอาหรับหรือชาวอินเดีย ข้ามมหาสมุทรอินเดียไปยังทะเลแดง การเดินทางไป-กลับรวมเวลาพำนักในยุคนั้น อาจต้องใช้เวลาเตรียมตัวและเดินทางยาวนานถึง 1–2 ปีเลยทีเดียว
เกร็ดประวัติศาสตร์:
เส้นทางเดินบกข้ามคาบสมุทรที่เก่าแก่และสำคัญสายหนึ่งคือ “เส้นทางไทรบุรี-ปัตตานี” ในยุคนั้นหากกองทัพหรือคณะทูตจะเดินทางจากฝั่งทะเลอันดามัน (ไทรบุรี) มายังฝั่งอ่าวไทย (ปัตตานี) จะต้องใช้ขบวนช้างและเดินเท้าลัดเลาะตามแนวหุบเขา ซึ่งใช้เวลาเดินป่าอย่างยากลำบากราวๆ 10-15 วัน



