หน้าแรก ในประเทศ ศาลสั่งคุก 3 ปี 2 บิ๊ก ป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล-สุภา ปิยะจิตติ ปมเบี้ยวเปิดข้อมูล ‘นาฬิกาหรู-แหวนแม่’ บิ๊กป้อม

ศาลสั่งคุก 3 ปี 2 บิ๊ก ป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล-สุภา ปิยะจิตติ ปมเบี้ยวเปิดข้อมูล ‘นาฬิกาหรู-แหวนแม่’ บิ๊กป้อม

ศาลสั่งคุก 3 ปี 2 บิ๊ก ป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล-สุภา ปิยะจิตติ ปมเบี้ยวเปิดข้อมูล ‘นาฬิกาหรู-แหวนแม่’ บิ๊กป้อม ส่วนอีก 7 ศาลยกฟ้อง!

วันที่ 27พฤษภาคม ​ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์ที่สังคมจับตามองมาอย่างยาวนาน กรณีการไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคดีนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถูกฟ้องในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ

​ศาลฯสั่งลงโทษ จำคุกกรรมการปปช. จำเลยจำนวน 2 ราย เป็นเวลา 3 ปีเต็ม โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเล็งเห็นว่ามีเจตนาจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (สขร.) ที่ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีนาฬิกาเพื่อนเจ้าปัญหา
.
​ขณะที่จำเลยร่วมรายอื่นๆ อีก 7 ราย ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง หรือปฏิบัติตามหน้าที่ตามลำดับขั้น จึงมีคำพิพากษา ยกฟ้อง

​สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องมาจากความพยายามของภาคประชาชนและสื่อมวลชนที่ยื่นคำร้องขอตรวจดูเอกสารผลการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ในคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร แต่ที่ผ่านมากลับถูกทางสำนักงาน ป.ป.ช. บ่ายเบี่ยงและปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลเพื่อสร้างบรรทัดฐานความโปร่งใสขององค์กรอิสระ

ทั้งที่ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ คือ (1) รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและการรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด

(2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ขอให้ดำเนินการไต่สวนพล.อ.ประวิตรดังกล่าว

2. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ให้จำเลยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่โจทก์ 3 รายการ ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย

3. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 2 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง ที่มีคำสั่งให้ ป.ป.ช. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ224/2566 โดยให้เปิดเผยข้อมูลคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชร แก่โจทก์ 3 รายการ ได้แก่

(1) รายการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดียืมนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพลเอกประวิตร (2) ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และ (3) รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ถูกต้องครบถ้วนภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2566

4. จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองกลาง เป็นเหตุให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งปรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รายละ 5,000 บาท การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นการสมคบกัน ร่วมกันปกปิดข้อความจริงที่เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของพลเอกประวิตรโดยมิชอบ

แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจะมีคำวินิจฉัย และศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลนั้นแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้ง 12 ก็ยังร่วมกันฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จนศาลปกครองกลางต้องมีคำบังคับและลงโทษปรับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองฐานไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ในที่สุด ป.ป.ช.

โดยจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้งให้โจทก์ไปรับเอกสารตามคำบังคับของศาล แต่จำเลยที่ 1 กับพวกกลับส่งมอบเอกสารไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและมีการคาดสีดำทับตัวอักษรและปกปิดข้อความหลายส่วน

การกระทำของจำเลยทั้ง 12 เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 เหตุเกิดที่ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4 ครบวาระการดำรงตำแหน่งอายุ 70 ปี ไปก่อนเกิดเหตุ ศาลมีคำสั่งอนุญาต

ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 พิพากษาว่า พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ที่ลงมติไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มีมูลว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จึงให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 3 ที่ 7 ที่ 8 และที่ 11 ไว้พิจารณาต่อไป ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 12

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ที่ 11 ศาลอนุญาต วันสืบพยานโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ศาลยกคำร้อง ด้วยเหตุคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 7 เมษายน 2569

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 วินิจฉัยว่า “…โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน… โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง… โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง…”

พิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

จำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กำลังยื่นประกันตัว จำเลยที่ 1,2,5,6,9,10 และ 12 ยกฟ้อง 7 คน

สำหรับจำเลยประกอบด้วย นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช. จำเลยที่ 1 นายวรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช. จำเลยที่ 2 พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จำเลยที่ 3 นายปรีชา เลิศกมลมาศ จำเลยที่ 4 พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จำเลยที่ 5 นายณรงค์ รัฐอมฤต จำเลยที่ 6 น.ส.สุภา ปียะจิตติ จำเลยที่ 7

นายวิทยา อาคมพิทักษ์ จำเลยที่ 8 นางสุวณา สุวรรณจูฑะ จำเลยที่ 9 พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ จำเลยที่ 10 นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา จำเลยที่ 11 และ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข จำเลยที่ 12

#นาฬิกาหรู
#บิ๊กป้อม
#Mtoday