ประชุม ก.ตร.ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีทในฐานนะประธานก.ตร โหวตนั่ง ผบ.ตร. คนที่ 16 ด้วยคะแนน 12:0 จะเกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2576
22 ก.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2569 โดยมีวาระสำคัญคือการแต่งตั้ง “ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” ลำดับที่ 16
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เห็นชอบแต่งตั้งพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16 พร้อมยืนยันกระบวนการคัดเลือกเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ทุกประการ ทั้งเรื่องอาวุโส ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวน-ป้องกันปราบปราม
พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ เปิดเผยรายละเอียดขั้นตอนการคัดเลือก ผบ.ตร. ว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอรายชื่อรอง ผบ.ตร. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม มาตรา 78 (1) ต่อที่ประชุม ก.ตร. เพื่อให้ความเห็นชอบตาม มาตรา 23 (4) ซึ่งในระหว่างการพิจารณา ได้มีการอภิปรายและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้เสนอชื่ออย่างรอบด้าน
.
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เกิดวันที่ 14 มิ.ย.2516 ณ ตำบลบางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เริ่มต้นปูรากฐานวิชาการจากการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 34 และนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 50 นอกเหนือจากทักษะทางยุทธวิธี พล.ต.อ.สำราญ ยังมุ่งมั่นพัฒนาความรู้ด้านการบริหารและกฎหมายจนสำเร็จปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการศึกษาหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรยุทธวิธีระดับโลก อาทิ FBI-ALERT Active Shooter Response และ SIG SAUER Academy จากสหรัฐอเมริกา รวมถึงหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงหลายสถาบัน เช่น วตท., วพน., บยส., นธป. และ Executive CISO
เส้นทางนักรบสีกากี จากพนักงานสอบสวนสู่แม่ทัพใหญ่
ชีวิตราชการของ พล.ต.อ.สำราญ เริ่มเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2540 ในตำแหน่ง รองสารวัตรสอบสวน สน.พระโขนง สว.สืบสวนที่ สน.ทองหล่อ และก้าวเข้าสู่หน่วยกำลังหลักของกองบัญชาการตำรวจนครบาล อย่าง กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) และอยู่ต่อเนื่องยาวนานที่สุด ตั้งแต่ สารวัตรงานสายตรวจ 2 จนถึงผู้บังคับการ (ผบก.สปพ.) ในปี พ.ศ.2561
พล.ต.อ.สำราญ ยังเคยได้รับมอบหมายให้บริหารงานในระดับสถานีตำรวจในฐานะ ผกก.สน.ดอนเมือง เมื่อปี 2555 และสามารถนำพาโรงพักคว้ารางวัลสถานีตำรวจดีเด่นอันดับ 2 ของประเทศ ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศและตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในปี พ.ศ.2564 และตามมาด้วยตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2565 และ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อ 1 ต.ค.2568 ตามลำดับ
หนึ่งในผู้สยบวิกฤตระดับชาติ-ยุทธการคืนความสงบ
พล.ต.อ.สำราญ ได้รับการจดจำในฐานะผู้นำหน้างานที่ลงพื้นที่บัญชาการสถานการณ์ด้วยตนเองเสมอ ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือเป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติการพิเศษ “อรินทราช 26” เข้าคลี่คลายเหตุกราดยิงที่ห้างเทอร์มินอล 21 จ.นครราชสีมา เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสยบผู้ก่อเหตุในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2564 หลังรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เกิดเหตุความไม่สงบทางการเมืองบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง พล.ต.อ.สำราญ ได้บัญชาการยุทธการ “ดับแก๊ส” โดยใช้การสืบสวนเชิงลึกและการติดตั้งกล้องวงจรปิดอำพรางเพื่อควบคุมพื้นที่ จนสามารถคืนความสงบสุขให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ภายในเวลาเพียง 10 วัน
ในมิติความมั่นคงระดับจังหวัดเมื่อปี 2568 พล.ต.อ.สำราญ ยังมีบทบาทในการขยายผลและกู้ระเบิด 16 จุดในพื้นที่ภาคใต้ (ภูเก็ต-พังงา-กระบี่) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้สำเร็จทุกจุด
นโยบายเชิงรุก ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ-เครือข่ายทุนจีนเทา
พล.ต.อ.สำราญ เป็นผู้นำในปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” เพื่อทลายเครือข่ายทุนจีนสีเทา “พ่อทิพย์” ที่มีพฤติการณ์จ้างชายไทยสวมสิทธิเป็นบิดาในสูติบัตรเพื่อรับสัญชาติไทยโดยมิชอบ ซึ่งเป็นคดีที่ถูกยกระดับเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ควบคู่ไปกับปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา” ที่กวาดล้างการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและการสวมสิทธิ G-Code อย่างเด็ดขาด
.
ในด้านการปราบปรามยาเสพติด ท่านในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร. ได้ขับเคลื่อนมาตรการ “ตัดต้นทาง-เส้นทาง-ปลายทาง” ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนสามารถจับกุมคดียาเสพติดได้กว่า 140,000 คดี ยึดยาบ้าได้เกือบ 700 ล้านเม็ด และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องได้รวมมูลค่ามหาศาลกว่า 5,851 ล้านบาท รวมถึงการทลายเครือข่ายรายใหญ่ระดับชาติ เช่น เครือข่าย “ตั้ม เขาชี” และเครือข่ายนายทุน “มินมินอู”
มาตรฐานความโปร่งใส ITA ระดับผ่านดีเยี่ยม
พล.ต.อ.สำราญ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารงานราชการ โดยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบช.น. ได้นำหน่วยงานผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) จากสำนักงาน ป.ป.ช. ด้วยคะแนนสูงถึงร้อยละ 89.83 ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นที่ได้รับผลประเมินในระดับ “ผ่านดีเยี่ยม”
นอกจากนี้ บิ๊กราญยังให้ความสำคัญสูงสุดกับสวัสดิภาพของผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเป็นผู้ผลักดันงบประมาณกว่า 49 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยและปลอดภัย อาทิ เสื้อเกราะป้องกันกระสุน 14,000 ตัว โดรนตรวจจับความร้อน กล้องตรวจการณ์ตอนกลางคืน และโทรศัพท์ดาวเทียม พร้อมทั้งริเริ่มหลักสูตร “Combat Handgun” เพื่อฝึกทักษะการใช้อาวุธด้วยกระสุนจริงให้แก่ตำรวจนครบาลกว่า 5,000 นาย เพื่อลดความสูญเสียในการปฏิบัติหน้าที่
วิสัยทัศน์ “ตำรวจของทุกคน” เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
พล.ต.อ.สำราญ ประกาศเจตนารมณ์ในการเป็น “ผู้นำตำรวจของทุกคน” โดยยึดหลักความยุติธรรม ไม่แบ่งแยกภูมิภาค หรือสถาบัน และมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นที่ตั้งตามคติ “Put the right man on the right job”
พล.ต.อ.สำราญ ยังมีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน เช่น ระบบฐานข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน Police Road Safety (PRS) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและกำหนดมาตรการป้องกันอุบัติเหตุให้ตรงจุด ซึ่งช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความครบเครื่องทั้งมิติการปราบปรามและการบริหาร
.



