เปรียบเทียบ “การจัดการ”กรณีโต ชิลลี่ฟูลกับอดีตพระอภิชาติ

210

เปรียบเทียบ “การจัดการ”กรณีโต ชิลลี่ฟูลกับอดีตพระอภิชาติ

จบลงด้วยความรวดเร็ว กรณี โต ชิลลี่ฟูล อดีตนักน้องเพลงร็อคชื่อดัง ที่เปลี่ยนตัวเองสู่นักเผยแพร่อิสลาม ได้วิพากษ์วิจารณ์สิ่งเคารพของชาวพุทธ จนกลายเป็นกระแสความขัดแย้ง การตอบโต้กันรุนแรงผ่านช่องทางของโลกโซเชียล

เป็น โต เองที่ออกมาแสดงความเป็นลูกผู้ชาย ขอโทษในสิ่งที่ได้พูดผิดพลาด ในขณะที่ ผู้ใหญ่ในสังคมมุสลิม ตั้งแต่จุฬาราชมนตรี ได้ออกมาติิติง ตักเตือน และชี้แจงหลักการอิสลามที่ถูกต้องต่อสาธารณชน ไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นน้ำผึ่งหยุดเดียว

ขณะที่สังคมมุสลิมได้ออกมาว่ากล่าวตักเตือน วิพากษ์วิจารณ์ ท่าทีของโตอย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน ด้วยยึดหลักในการอยู่ร่วมกับแบบสังคมพหุวัฒนธรรม

แม้ถ้อยคำของโต จะยังคงสถิตย์อยู่ในใจชาวพุทธบ้าง แต่ก็ผ่อนคลายลงมากกว่าในตอนแรก และสังคมไทย เป็นสังคมที่ให้ “อภัย” กรณีของ โต จึงยุติไปด้วยดี

เมื่อเปรียบเทียบกับ กรณีพระอภิชาติ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ มุสลิม และอิสลามอย่างรุนแรงต่อเนื่องยาวนาน นับแรมปี เราไม่เห็นผู้ใหญ่ในสังคม ออกมาว่ากล่าวตักเตือน อาจจะมี อ.สมชัย ที่ออกมาตักเตือน แต่ไม่ได้เป็นพลังกดดันไปยังพระอภิชาติได้

การล้อเลียนอิสลาม “ล้อรถบัส” บ้าง การประกาศจะทำโน่นทำนี่บ้าง ถ้อยคำล้วนสร้างความขัดแย้ง และกระทบต่อหัวใจพี่น้องมุสลิมทั่วประเทศ แต่เราไม่เห็นกระบวนการหยุดยั้ง ซ้ำร้าย กลุ่มสุดโต่งยังออกมาผสมโรง ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก

จนเมื่อมีการวิจารณฺ์ ผู้ใหญ่นั่นแหละ จึงมีการดำเนินการ โดยหน่วยความมั่นคง

จบแบบไม่สวย

กรณีของ โต และอดีพระอภิชาติ สามารถบ่งบอกถึงมาตรฐานความรู้สึกของสังคมได้หรือไม่ว่า เป็นเช่นไร กรณีหนึ่งมีกระแสกดดันจนเปลี่ยนแปลงท่าทีโดยเร็ว แต่อีกกรณีหนึ่งสังคมนิ่งเงียบ ไม่มีการจัดการหรือดำเนินการอะไรเป็นเวลานานนับแรมปี

ฝากไว้ให้พิจารณา

Cr.pornpaya