ตอบข้อสงสัย‘ข้าวหมาก’ มุสลิมทานได้หรือไม่

2097

กูรูฮาลาล ดร.วินัย ดะห์ลัน การันตี มุสลิมรับประทานข้าวหมากได้ เหตุเป็นอาหารที่มีมานานนับ 1,000 ปี ระบุในมาเลเซียให้การรับรอง ‘ฮาลาล’

กรณี มีเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ได้จับกุม ยายขายข้าวหมาก ที่จ.บุรีรัมย์ ในข้อหามีสุราไว้ในครอบครอง (น้ำข้าวหมาก) มีคำถามว่า ข้าวหมาก มุสลิมสามารถรับประทานได้หรือไม่ เนื่องจากมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมนั้น มีคำถามว่า มุสลิมสามารถ รับประทนข้าวหมากได้หรือไม่ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาสษสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มุสลิมสามารถรับประทานข้าวหมากได้ แม้จะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ก็ตาม เพราะเป็นอาหารที่มีการบริโภคมานับ 1,000 ปีแล้ว และไม่ได้ทำให้เมา

“ฮาลาลประเทศไทบ ไม่ให้การรับรองตามหลักศาสนา  แต่ให้การยอมรับเพราะเป็นอาหารที่รับประทานกันมานาน  ซึ่งตามเกณฑ์ที่มีการรับรอง จะต้องมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมไม่เกิน 1.5%  แต่ในมาเลเซียให้การรับรองฮาลาลข้าวมาก” ดร.วินัย กล่าว

สำหรับกระบวนการทำข้าวหมาก ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อาจารย์อ๊อด ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ม.เกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลผ่ว่า  ทั้งข้าวหมากและสาโทต่างใช้หัวเชื้อเดียวกัน ซึ่งชาวบ้านจะใช้หัวเชื่อ เป็นลูกแป้งหรือยีสต์ที่นำมามาหมักทำให้เป็นผง แล้วปั้นเป็นก้อนกลมสีขาว โดยกรรมวิธีการทำข้าวหมัก คือการใช้ข้าวเหนียวใส่น้ำให้เท่ากับปริมาณข้าว แล้วใส่ลูกแป้งเข้าไป เมื่อหมักไว้ประมาณ 1 วัน ถ้ามีฟองขึ้นหมายความว่ามีแอลกอฮอล์เกิดขึ้นแล้ว

ยีสต์จะเปลี่ยนแป้งก็คือข้าวให้เป็นน้ำตาล และจะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์ จึงเรียกว่าข้าวหมัก ซึ่งมีความหวานอร่อย มีแอลกอฮอล์นิดหน่อย โดยข้าวหมัก มีแอลกอฮอล์น้อยกว่าเครื่องดื่มประเภทไวน์ผสมน้ำผลไม้ หรือไวน์คูลเลอร์
“หากมีการหมักต่อ ข้าวเหนียวจะเริ่มเปื่อยยุ่ยจนกลายเป็นผงละลายไปกับน้ำ เมื่อนำน้ำมากรองกับผ้าขาวบางจะได้น้ำ เรียกว่า “สาโท” ซึ่งมีแอลกอฮอล์ ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์” อ.อ๊อด กล่าว

กระบวนการต่อเนื่องหลังจากนั้น เมื่อนำสาโทไปต้ม แล้วกลั่นเอาน้ำออกมาจะได้เหล้าขาว ซึ่งมีแอลกอฮอล์เข้มข้นสูงถึง 55 เปอร์เซ็นต์ หากกลั่นดี ๆ ก็จะเรียกว่าเหล้าป่า มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ สามารถจุดไฟติดได้

สำหรับน้ำข้าวหมากที่นำไปผสมน้ำเปล่า แล้วเอาไปใส่ถุงขาย อาจารย์อ๊อดบอกว่า เหมือนน้ำหวานที่มีแอลกอฮออล์บาง ๆ เท่านั้น เจ้าหน้าที่ไม่ควรลงโทษป้าที่ขายเพราะเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรกเท่านั้น และคาดว่าน้ำข้าวหมากก็คือน้ำข้าวที่เหลือนอนก้น จึงนำมาผสมน้ำขาย ไม่ได้หมักต่อจนเป็นน้ำสาโท