ปฏิเสธจุฬาราชมนตรีออกปฏิญญามักกะห์

1387

ลูกชายจุฬาราชมนตรีปฏิเสธประกาศปฏิญญาเมกกะ เรียกร้องมุสลิมภักดีแผ่นดินไทย ไม่ก่อความขัดแย้งเสียหาย

โดยนายซากีย์ พิทักษ์คุมพล รองเลขานุการ จุฬาราชมนตรี ได้โพสต์ข้อความ ผ่านเหสบุ๊ก Zakee Pitakumpol  ระบุว่า ตามที่ได้มีการเผยแพร่ข้อความด้านล่าง โดยมีการกล่าวอ้างว่าเป็นประกาศสำนักจุฬาราชมนตรี ข้าพเจ้าปฎิบัติงานร่วมกับท่านจุฬาราชมนตรี ณ เมืองมักกะห์ประเทศซาอุดิอาระเบีย ขอเรียนชี้แจงว่า สำนักจุฬาฯยังไม่ได้มีประกาศดังกล่าวออกไป ขอให้หยุดการเผยแพร่ประกาศนี้อย่างเด็ดขาด
ความแจ้งเพื่อทราบโดยทั่วกัน

ข้อความที่ระบุว่า เป็นปฏิญญามักกะห์ระบุว่า

ด่วน
จุฬาราชมนตรีประกาศปฏิญญาเมกกะ เรียกร้องมุสลิมภักดีแผ่นดินไทย ไม่ก่อความขัดแย้งเสียหาย

ปฎิญญามักกะห์ ฮิจเราะห์ ศักราช 1439

ในโอกาสที่บรรดาพี่น้องผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิมได้มาร่วมกันประกอบพืธีฮัจย์ ประจำปี ฮิจเราะห์ศักราช 1439 ในครั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ไม่เฉพาะพี่น้องผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิมที่อยู่ร่วมพิธีที่นี่นี้เท่านั้น แต่ยังหมายรวมผลถึงพี่น้องไทยมุสลิมในประเทศไทย หรือที่อยู่ในต่างประเทศด้วย ที่เฝ้าติดตามพิธีการที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธานี้พร้อมกัน ดังนั้นจึงถือโอกาสสำคัญที่จะประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน อันแสดงถึงจุดยืน แนวทางปฏิบัติของพี่น้องไทยมุสลิมทุกคนเพื่อผลในการสร้างสังคมสันติสุข ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญของศาสนาอิสลาม และผลของการแสดงเจตนารมณ์ครั้งนี้ จะต้องเป็นผลสำคัญต่อการสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้
ข้อ 1 การประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้ เรียกว่า “ปฏิญญามักกะห์ ฮิจเราะห์ศักราช 1439”เป็นการประกาศของ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ณ ทุ่งอารอฟะห์
ข้อ 2 ให้พี่น้องไทยมุสลิมได้ถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

(1) ผู้นำศาสนาจะต้องบอกกล่าวต่อไทยมุสลิมทั้งหลายถึงแนวทางศาสนาที่ถูกต้อง ว่าในพื้นที่ประเทศไทยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ศาสนูปถัมภกในทุกศาสนา และมีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจ และเผยแผ่ศาสนา ดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดของประเทศไทยที่จะเป็นดินแดนดารุ้ลฮัรฺบี (ซูเราะฮฺอาละอิมรอน/104 และ ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ/122 และข้อบันทึกของอิมานบุคอรีย์)
(2) แนวทางแห่งศาสนาอิสลามได้กำหนดหนทางแห่งความเป็นธรรม และความกตัญญูโดยเฉพาะต่อแผ่นดินเกิดถิ่นอาศัย ดังนั้นเราประสงค์ให้พี่น้องไทยมุสลิมทุกคนได้มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย ไม่กระทำการใดที่ทำให้เกิดความไม่สงบ หรือทำลายสร้างความเสียหายแก่หน้าแผ่นดินนี้ (ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ/107)
(3) พี่น้องไทยมุสลิมทุกคน พึงต้องหลีกเลี่ยงซึ่งความขัดแย้งที่เกิดจากตน มีความเคารพในกฎระเบียบบ้านเมือง ให้เกียรติต่อพี่น้องศาสนิกอื่น (ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ/107 และข้อบันทึกโดยอิมามอัตติรมิซีย์)
(4) ผู้นำศาสนาพึงปฎิบัติหน้าที่ของตนโดยเคร่งครัด ได้แก่การสั่งสอนมุสลีมีน และมุสลิมมะห์เพื่อการเป็นมุสลิมที่ดี (ซูเราะฮฺอัลบะก่อเราะฮฺ/256 และข้อบันทึกโดยอิมามมุสลิม)
5/ในกรณีที่ปรากฎในนิสัย ความประพฤติ การปฎิบัติที่เป็นการชัดเจนว่า เป็นบุคคลอันก่ออันตรายแก่คนอื่น หรือพบเหตุที่อาจจะเป็นอันตรายกับตนเอง บุคคลอื่น หรือชุมชน ต้องรีบเข้าแก้ไขหรือบอกกล่าวแจ้งเตือนเพื่อการระงับเหตุร้ายในเวลาอันรวดเร็ว (ซูเราะฮฺอาละอิมรอน /110)
ข้อ 3 ให้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์คำประกาศนี้ เพื่อให้พี่น้องไทยมุสลิมได้รับทราบ และปฏิบัติโดยทั่วกัน

——————————-
ปฎิญญามักกะห์ ฮิจเราะห์ ศักราช 1439

ในโอกาสที่บรรดาพี่น้องผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิมได้มาร่วมกันประกอบพืธีฮัจย์ ประจำปี ฮิจเราะห์ศักราช 1439 ในครั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรีได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ไม่เฉพาะพี่น้องผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิมที่อยู่ร่วมพิธีที่นี่นี้เท่านั้น แต่ยังหมายรวมผลถึงพี่น้องไทยมุสลิมในประเทศไทย หรือที่อยู่ในต่างประเทศด้วย ที่เฝ้าติดตามพิธีการที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธานี้พร้อมกัน ดังนั้นจึงถือโอกาสสำคัญที่จะประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน อันแสดงถึงจุดยืน แนวทางปฏิบัติของพี่น้องไทยมุสลิมทุกคนเพื่อผลในการสร้างสังคมสันติสุข ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญของศาสนาอิสลาม และผลของการแสดงเจตนารมณ์ครั้งนี้ จะต้องเป็นผลสำคัญต่อการสร้างสังคมสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้
ข้อ 1 การประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้ เรียกว่า “ปฏิญญามักกะห์ ฮิจเราะห์ศักราช 1439”เป็นการประกาศของ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ณ ทุ่งอารอฟะห์
ข้อ 2 ให้พี่น้องไทยมุสลิมได้ถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

(1) ผู้นำศาสนาจะต้องบอกกล่าวต่อไทยมุสลิมทั้งหลายถึงแนวทางศาสนาที่ถูกต้อง ว่าในพื้นที่ประเทศไทยซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ศาสนูปถัมภกในทุกศาสนา และมีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจ และเผยแผ่ศาสนา ดังนั้นจึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดของประเทศไทยที่จะเป็นดินแดนดารุ้ลฮัรฺบี (ซูเราะฮฺอาละอิมรอน/104 และ ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ/122 และข้อบันทึกของอิมานบุคอรีย์)
(2) แนวทางแห่งศาสนาอิสลามได้กำหนดหนทางแห่งความเป็นธรรม และความกตัญญูโดยเฉพาะต่อแผ่นดินเกิดถิ่นอาศัย ดังนั้นเราประสงค์ให้พี่น้องไทยมุสลิมทุกคนได้มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย ไม่กระทำการใดที่ทำให้เกิดความไม่สงบ หรือทำลายสร้างความเสียหายแก่หน้าแผ่นดินนี้ (ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ/107)
(3) พี่น้องไทยมุสลิมทุกคน พึงต้องหลีกเลี่ยงซึ่งความขัดแย้งที่เกิดจากตน มีความเคารพในกฎระเบียบบ้านเมือง ให้เกียรติต่อพี่น้องศาสนิกอื่น (ซูเราะฮฺอัลอัมบิยาอฺ/107 และข้อบันทึกโดยอิมามอัตติรมิซีย์)
(4) ผู้นำศาสนาพึงปฎิบัติหน้าที่ของตนโดยเคร่งครัด ได้แก่การสั่งสอนมุสลีมีน และมุสลิมมะห์เพื่อการเป็นมุสลิมที่ดี (ซูเราะฮฺอัลบะก่อเราะฮฺ/256 และข้อบันทึกโดยอิมามมุสลิม)
5/ในกรณีที่ปรากฎในนิสัย ความประพฤติ การปฎิบัติที่เป็นการชัดเจนว่า เป็นบุคคลอันก่ออันตรายแก่คนอื่น หรือพบเหตุที่อาจจะเป็นอันตรายกับตนเอง บุคคลอื่น หรือชุมชน ต้องรีบเข้าแก้ไขหรือบอกกล่าวแจ้งเตือนเพื่อการระงับเหตุร้ายในเวลาอันรวดเร็ว (ซูเราะฮฺอาละอิมรอน /110)
ข้อ 3 ให้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์คำประกาศนี้ เพื่อให้พี่น้องไทยมุสลิมได้รับทราบ และปฏิบัติโดยทั่วกัน

——————————-