เจาะลึก ‘ฮาเร็ม’ การเสวยสุขของ ‘สุลต่านออตโตมัน’

10625

ในภาษาอาหรับคำว่า ‘ฮาเร็ม’ หมายถึง ต้องห้าม หรือ ฮารอม มันจึงเป็นสวรรค์บนดินของผู้ที่เป็นเจ้าของ แต่เป็นดินแดนต้องห้ามของชายอื่นอีกร้อยพัน

เปรียบไปก็เหมือนโรงอาหารที่เต็มไปด้วยของคาวหวานอุดมสมบูรณ์ แต่มีไว้บำเรอปากท้องของคนเพียงคนเดียว

ส่วนชายอื่นต่อให้ปากแห้งจนท้องกิ่วก็ไม่มีสิทธิ์ลิ้มลองเพียงครั้งเดียว

คำว่า ฮาเร็ม เกิดขึ้นนมนานมาแล้ว

โดยมีที่มาจากขนบประเพณีของชาวเตอร์กเผ่าหนึ่ง ที่รวมตัวกันก่อตั้งอาณาจักรเล็กชื่อ “ออตโตมัน” โดยใช้ศาสนาอิสลามเป็นพื้นฐานการสร้างจักรวรรดิของตน และแผ่อิทธิพลออกไปเรื่อยๆ

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 จนถึงศตวรรษที่ 15 จึงตั้งศูนย์กลางของอาณาจักรขึ้นที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล
(กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี ในปัจจุบัน)

จักรวรรดิออตโตมันแผ่ขยายอาณาเขตออกไปมากที่สุดในยุคสุลต่านสุไลมานราวศตวรรษที่ 16 คือครอบคลุมไปจนถึงฮังการี ภาคใต้ของรัสเซีย อิหร่าน ชายฝั่งปาเลสไตน์ อียิปต์ และแอฟริกาเหนือ

จากการที่ยึดคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัดที่ห้ามไม่ให้คนแปลกหน้าที่ได้เห็นโฉมหน้าของสตรีของตน

บ้านของชาวออตโตมันมันจึงจัดส่วนหนึ่งเป็นที่อยู่บรรดาภรรยา ลูกๆ และทาสผู้หญิงโดยเฉพาะมีรั้วรอบขอบชิด

คนภายนอกห้ามเข้าเด็ดขาด และเรียกพื้นที่ต้องห้ามดังกล่าวนี้ว่า ฮาเร็ม จึงกล่าวได้ว่าในสมัยนั้น ทุกบ้านของชาวออตโตมันต้องมีฮาเร็ม แต่จะกว้างขวางใหญ่โตแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับฐานะและอิทธิพลของผู้เป็นเจ้าของ

ดังนั้นฮาเร็มที่ใหญ่ที่สุดจึงอยู่ในกรุงอิสตันบูลคือ ฮาเร็ม ภายในพระราชวังทอปกาปิ โดยมีพื้นที่ถึง 6,720 ตารางเมตร

ประกอบด้วยตำหนักต่างๆ 8 หลัง ห้องโถงใหญ่ 8 แห่ง ห้องพัก 259 ห้อง และยังมีห้องย่อยๆ (ครัว ห้องเก็บไวน์)อีกหลายสิบห้อง รวมทั้งอุทยาน สระน้ำ สถานพยาบาล โรงเรียน(สำหรับโอรสธิดา) และเรือนจำ สำหรับคุมขังและลงโทษชาวฮาเร็มที่ทำผิดกฎ

ที่มีขนาดใหญ่ขนาดนี้เพราะเวลาสุลต่านทำศึกชนะเมืองไหน ก็จะนำหญิงสาวของเมืองนั้นๆกลับมาด้วย หรือบ้างครั้ง

ขุนนางผู้ใหญ่หรือกษัตริย์ต่างเมืองที่ต้องการจะทำไมตรี จะเสาะแสวงหาหญิงงามจากทั่วโลกมาบรรณาการ

บางคนถึงขนาดส่งลูกหลานของตัวเองเข้าถวายตัวต่อสุลต่านเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยหวังว่าจะได้เข้ารับใช้สุลต่าน

เพราะถ้าหากสุลต่านเกิดโปรดปราน ยกขึ้นเป็นชายาทั้งครอบครัวก็จะมีชีวิตที่สุขสบายและมั่นคงไปตลอด

ด้วยเหตุนี้ ในบันทึกประวัติศาสตร์ของตุรกีหน้าหนึ่งจึงบอกว่าภายในฮาเร็มของวังทอปกาปิ ไม่เคยมีสตรีอาศัยอยู่ต่ำกว่า 300 คนสักครั้ง

แถมบางสมัยยังมีมากกว่า 900 คนเลยทีเดียวแต่จะไม่มีสาวชาวเตอร์กอยู่ในฮาเร็ม

แม้สุลต่านเองก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งไม่มีบันทึกไว้ว่าเพราะอะไร

เด็กสาวที่จะเข้าไปอยู่ในฮาเร็ม โดยเฉพาะของสุลต่านได้นั้น ไม่ได้อาศัยแค่เพียงรูปร่างหน้าตา หรืออาศัยคนชักนำเข้าไปเท่านั้น หากแต่พวกเธอเหล่านั้นต้องรับการฝึกอบรมในการบำรุงบำเรอความสุขให้บุรุษเพศ หรือองค์สุลต่านเป็นอย่างดีก่อนจะเข้าไป

ชีวิตของนางในอาเร็มเหล่านี้ งานหลักคือคอยปรุงแต่งตัวเองให้สวยงามน่ามองอยู่เสมอ

โดยการแต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อย (หรือบางโอกาสก็ไม่ใส่อะไรเลย) และฝึกฝนกรรมวิธีดูแลปรนิบัติด้วยการอาบน้ำ นวดตัว

เพื่อสร้างความสุขและผ่อนคลายแก่พวกบุรุษเพศทั้งหลาย รวมไปถึงฝึกนาฏศิลป์ ดนตรี วรรณคดี และมารยาทสังคม

ทุกคนต้องมีความรู้ ฉลาดและพร้อมในทุกด้าน เพราะนี่คือใบเบิกทางไปสู่การถวายงานบนบรรจถรณ์ของสุลต่านซึ่งเป็นเป้าหมายสุดยอดของทุกคน แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด

ซึ่งผู้มีอำนาจสิทธิ์ในการปกครองในฮาเร็มนั้นก็คือผู้หญิงเช่นกัน นั่นคือ พระราชชนนีขององค์สุลต่านนั่นเอง

รองลงไปจาก คือ บาส คาดิน อีเฟนด์ หรือมเหสีที่ให้กำเนิดโอรสหรือธิดาองค์แรกของสุลต่าน และอิค บาลเลอร์หรือสนมที่ให้กำเนิดโอรส-ธิดาองค์ถัดๆ ไป

(ทุกคนที่มีทายาทกับสุลต่านจะถูกยกเป็นชายา ซึ่งมีมากกว่า 4 คนได้แต่ห้ามเกิน 7 คน)

ด้วยเหตุนี้หญิงสาวในฮาเร็มจึงพยายามทำทุกทาง เพื่อให้ตนได้มีทายาทกับสุลต่าน เพราะนั่นหมายถึงอำนาจ
ทางการปกครองด้วยนั่นเอง

ตำแหน่งของสตรีในฮาเร็มประกอบด้วย เกดิคลี คาดินลาร์ เป็นตำแหน่งของผู้ที่มีประสบการณ์สูง และได้รับการมอบถวายการรับใช้แบบรู้พระทัยสุลต่าน เช่น การสรงน้ำให้สุลต่าน ก็เป็นหน้าที่หนึ่ง
ของพวกเธอ

ต่อด้วย โอดาลิคลาร์ คือ บรรดาหญิงสาวที่สุลต่านทรงเรียกมาถวายงานแบบค้างคืน จนตั้งครรภ์และเตรียมตัวเป็นชายาต่อไป

กอสเด คือ คือทาสสาวที่สุลต่านเรียกตัวไปรับใช้ แต่น้ำยาไม่แรงพอก็เลยค้างเติ่งเป็นนางบำเรอไปก่อน ท้องเมื่อไร่ถึงจะเลื่อนไปเป็นโอดาลิคลาร์

ซึ่งหญิงสาวส่วนใหญ่อยู่ในประเภทนี้

แต่ถ้าไม่ท้องก็หมายความว่านางทาสคนนั้นจะต้องเป็นนางบำเรอไปจนตาย ยิ่งในฮาเร็มที่มีสาวงามเป็นร้อยๆ คน

ทาสที่ไม่ท้องหลังจากถวายตัวครั้งแรกมักจะถูกลืมไปเลย ทั้งยังต้องกลายเป็นผู้หญิงที่มีราคี จะออกจากวังไป

แต่งงานก็ไม่มีผู้ชายคนไหนรับเป็นเมีย อยู่ในวังต่อไปก็ไม่มีอนาคต กอสเดจึงเป็นตำแหน่งที่อาภัพที่สุดแล้วในบรรดานางบำเรอทั้งหมด

และอันดับสุดท้ายคือ คาริเยเลอร์ คือข้ารับใช้ทั่วๆไปในฮาเร็ม ซึ่งถ้าหากคนมีคุณสมบัติครบถ้วน คือรูปร่างดี และสวยก็อาจได้เลื่อนอันดับขึ้นเป็นกอสเดได้

แต่ก็มีบางรายที่ตลอดเวลาที่อยู่ในฮาเร็ม เคยเข้าถวายการรับใช้เพียงครั้งเดียวหรือที่ร้ายกว่านั้นคือไม่เคยเข้าถวายการรับใช้แม้เพียงครั้งเดียว ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเลย

ดังนั้นสมาชิกหน้าใหม่ในฮาเร็มจึงมีเป้าหมายอันดับแรกคือทำอย่างไรจึงจะสะดุดพระเนตรสุลต่านโดยเร็วที่สุด และโอกาสเช่นนั้นก็ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เพราะนอกจากจะมีให้เลือกมากมายแล้ว องค์สุลต่านก็มักจะไม่แสดงปฏิกิริยาว่าชอบสตรีแบบใด

บางครั้ง สุลต่านก็ไม่ได้เป็นผู้เลือกสาวเข้าไปรับใช้ด้วยตนเอง

แต่เป็นยูนัค หรือขันทีที่ทำหน้าที่โดยเฉพาะ ที่จะสังเกตรู้ได้จากแววพระเนตรว่าสุลต่านทรงโปรดสตรีคนไหน(ช่างรู้ใจกันเหลือเกิน) แล้วเขาจะรีบแจ้งต่อหัวหน้าของตนคือคิซลารากาซี(ขันทีที่เป็นชาวแอฟรกา ตัวดำ ท่าทางน่ากลัว ทำหน้าที่คล้ายตำรวจ)ต่อทันทีเพื่อจัดเตรียมส่งเธอผู้โชคดีคนนั้นขึ้นถวายงานต่อไป

ซึ่งการเตรียมนั้น เริ่มต้นด้วยการส่งเธอเข้าห้องเตอรกิช บาธ ให้ข้ารับใช้ผู้รู้งานขัดสีฉวีวรรณทุกสัดส่วน ทุกซอกมุมก่อน (กล่าวกันว่าเส้นขนทุกแห่งของร่างกาย ก็จะถูกชโลมด้วยน้ำมันที่ทำจากขี้ผึ้งให้อ่อนนุ่มเป็นเงาชวนสัมผัส)

พร้อมทั้งประพรมน้ำหอมทุกจุดสำคัญของร่างกาย พอได้เวลาส่งตัวเข้าห้องบรรทม นางในฮาเร็มคนอื่นๆก็จะบรรเลงดนตรี
และขับร้องเหมือนกับช่วยกล่อมหออยู่ตลอดเวลา แล้วเธอผู้โชคดีคนนั้นจะเข้าไปในห้องบรรทมเพียงคนเดียวโดยคลานไปที่บรรจถรณ์ และขึ้นทางปลายพระบาทของสุลต่านที่บรรทมรออยู่แล้วเท่านั้น

ซึ่งพิธีรีตองการเข้าถวายงานครั้งแรกจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเพราะนั่นหมายถึงอนาคตของเธอผู้นั้นว่าจะเป็นคืนแรก หรือแค่คืนเดียวด้วย

ถึงแม้ชีวิตของเหล่านางในฮาเร็มทั้งหลายจะเป็นไปเพื่อสนองกามารมณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่พวกเธอทุกคนต่างมีความทะเยอทะยานแฝงอยู่ด้วยทั้งสิ้น โดยหวังที่จะได้เลื่อนระดับขึ้นไปหากถวายงานเป็นที่โปรดปราน
และสามารถตั้งครรภ์และมีทายาทได้ หรือถึงจะไม่ตั้งครรภ์

แต่ถ้าเป็นที่พอพระทัยแล้วล่ะก็ะได้เป็นสนมคนโปรด
ที่ทรงเรียกหาเสมอ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อย่าลืมว่านางในฮาเร็มมีอยู่หลายร้อยคนด้วยกัน และแต่ละคนนั้นล้วนแต่สาวสวย ในระดับที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วทั้งสิ้น

การถูกเรียกตัวครั้งหนึ่งก็เป็นความโชคดีมากพอแล้ว เพราะส่วนใหญ่มีแค่ครั้งเดียวแล้วถูกลืมไป จนกระทั่งหมดระยะเวลาและถูกโละทิ้งไป

เนื่องจากสุลต่านชอบหญิงงามที่ยังเยาว์วัยเท่านั้น ทุกๆ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปีจะมีการจัดหาหญิงสาวชุดใหม่เข้ามาเพื่อแทนที่

หัวหน้าขันทีจึงมีอิทธิพลเหนือนางในฮาเร็ม เพราะสามารถเพ็ดทูล
เสนอใครเข้าถวายตัวสุลต่านได้

ยิ่งถ้าสาวไหนมีเรื่องมีราวขัดใจกับเหล่าขันทีพวกนี้ นั่นหมายถึง อนาคตเธอโดนโละทิ้งแน่นอน

ทุกเช้าเวลาสิบโมงตรง หญิงงามประมาณ 300-900 คนจะเดินเรียงแถวผ่านองค์สุลต่านไปทีละคน ใครมีจริตจะกร้านมารยาหญิงแพรวพราวแค่ไหน ก็จะงัดออกมาใช้กันเต็มที่ เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเจ้าชีวิต

ส่วนองค์สุลต่านเองก็จะถือข้อมูลจำเพาะเกี่ยวกับหญิงสาวเช่น อายุ ความสูง ส่วนเว้าส่วนโค้ง นิสัยใจคอ และความสามารถต่างๆ ไว้ในมือ ที่ต้องอ่านบันทึกประกอบไปด้วย

ก็เพราะจำนวนนางสนมทั้งหมดเยอะแยะยุ่บยั่บเสียจนตาลาย

ถ้าไม่อ่านอย่าหวังว่าสุลต่านจะจำใครได้ ขนาดคนที่เคยถวายตัวนอนกกมาแล้วทั้งคืน ดีไม่ดีสุลต่านอาจจะจำชื่อจำหน้า
ไม่ได้ด้วยซ้ำไป

พอสุลต่านเลือกสาวงามที่จะร่วมเรียงเคียงหมอนในคืนนั้นเป็นที่เรียบร้อย นวลนางเหล่านั้นก็จะถูกส่งไปยังห้อง “เตอร์กิช บาธ”
เพื่ออาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณและอบผิวทุกซอกทุกมุม เส้นขนทุกเส้นต้องชโลมด้วยนำมันที่ทำจากขี้ผึ้งเพื่อให้อ่อนนุ่มเป็นเงางาม
ไม่ระคายมือเวลาลูบไล้ จบด้วยการพรมน้ำหอมให้หอมฟุ้งไปทั้งตัวเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ก่อนจะไปแต่งสวยด้วยผ้าแพรบางเบาและเครื่องเพชรเครื่องทองตั้งแต่หัวจรดเท้า จนได้เวลาสาวงามก็จะคลานชดช้อยเข้าไปหาสุลต่าน โดยต้องเข้าไปทางปลายเท้าเท่านั้น

ห้ามไม่ให้โผเข้าไปกอดหรือไปนั่งตักฉอเลาะป๋าคะป๋าขาเป็นอันขาด ใครอุตริทำผิดกฎยูนุคจะถูกเข้ามาลากตัวไปทำโทษอย่างทารุณ และจะไม่มีโอกาสได้ถวายตัวอีกเลย