16 ปีไอแบงก์ผ่านเวลา’รุ่ง-ร่วง’ ล่าสุด กำไรแล้วคาดทั้งปี 1,000 ล้าน

288

“ไอแบงก์” ครบรอบ 16 ปี ก้าวสู่ปีที่ 17 หลังแผนฟื้นฟู เร่งสร้างกำไร เน้นความยั่งยืนทางการเงินคู่ธรรมาภิบาลที่ดี พร้อมพัฒนาระบบไอที

ไอแบงก์ ครบรอบ 16 ปี ก้าวสู่ปีที่ 17 ระเฑียร  ศรีมงคล ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ระบุเป็นปีที่สำคัญหลังออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อตอนต้นปี จบไตรมาสแรกสามารถทำกำไรสุทธิกว่า 170 ล้านบาท
ยังคงมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ามุสลิมตามพันธกิจธนาคาร ควบคู่การขยายสินเชื่อกลุ่มลูกค้ารายใหญ่คุณภาพสูงความเสี่ยงต่ำ
พร้อมเร่งพัฒนาระบบสารสนเทศ (ไอที) เพื่อรองรับโมบายแบงก์กิ้ง

นายระเฑียร  ศรีมงคล ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เป็นประธานงาน “16th Anniversary ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย” เนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 16 ก้าวสู่ปีที่ 17 พร้อมร่วมประกอบพิธีการทางศาสนาและให้การต้อนรับ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานกล่าวขอพรสร้างความสิริมงคล ร่วมกับกลุ่มผู้นำศาสนาอิสลามระดับประเทศหลายท่าน ในช่วงเช้าวันนี้ ณ สำนักงานใหญ่ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมเผยว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (เมื่อวันที่
22 ตุลาคม 2545) และเริ่มเปิดดำเนินกิจการครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2546 จวบจนถึงวันนี้ (12 มิถุนายน พ.ศ.2562) ได้เวียนมาบรรจบครบรอบการดำเนินกิจการเป็นปีที่ 16 ก้าวสู่ปีที่ 17
ของธนาคาร นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมกันระลึกถึงวันที่เริ่มต้นดำเนินกิจการของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
และสร้างความเป็นสิริมงคล

โดยเมื่อต้นปี 2562 คนร.เห็นว่าไอแบงก์มีผลประกอบการที่ดีแล้วและมีการปรับปรุงระบบการทำงานซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในอดีตและสร้างความยั่งยืนในการประกอบกิจการของไอแบงก์ในอนาคตได้การประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 1/2562 วันที่ 17 มกราคม 2562 จึงมีมติเห็นชอบให้ไอแบงก์ออกจากกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่ต้องจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรและมอบหมายให้กระทรวงการคลังกำกับดูแลไอแบงก์
ให้สามารถดำเนินการตามแผนงานต่อไป ซึ่งคณะกรรมการก็ได้มอบนโยบายแก่ฝ่ายจัดการในการสร้างความยั่งยืนทั้งทางการเงิน การปฏิบัติการ และธรรมาภิบาล อย่างต่อเนื่อง นายระเฑียร กล่าว

นายวุฒิชัย สุระรัตน์ชัย กรรมการและผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ณ สิ้นปี 2561 ที่ผ่านมานั้น ธนาคารสามารถทำกำไรได้ในรอบ 5 ปี โดยมีกำไรสุทธิ 531 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 80,590 ล้านบาท
และธนาคารมีการพัฒนากระบวนการและระบบงานเพื่อเพิ่มประสิทธิและดำเนินการสร้างความยั่งยืนตามนโยบายที่คณะกรรมการธนาคารมอบไว้ให้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธนาคารมีกำไรสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 1/2562 เป็นเงินกว่า 170 ล้านบาท มีสินเชื่อรวม 52,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2561 ที่ 2,517.44 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.02 และสามารถลดต้นทุนเงินฝากได้ดีกว่าเป้าหมายปี 2562 ที่ร้อยละ 0.23 ด้านประสิทธิภาพของการบริหารจัดการต้นทุนต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 70 ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีกว่าเป้าหมาย และคาดว่า เมื่อสิ้นปีสินเชื่อจะเพิ่มประมาณ 10,000 ล้าน โดยส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มลูกค้ามุสลิม ลูกค้ากลุ่มอาหารฮาลาล และกลุ่มคอร์เปอร์เรท(องค์กร) เนื่องจากลูกค้ามุสลิมมีไม่เพียงพอกับเป้าหมาย จึงต้องพึ่งลูกค้าองค์กร

‘ธนาคารยังมีแผนพัฒนาธุรกิจเพื่อเพิ่มลูกค้า ยังคงมุ่งเน้นลูกค้ามุสลิมตามพันธกิจของธนาคาร เพื่อให้เป็นธนาคารหลักของลูกค้ามุสลิมในขณะเดียวกันก็จะเป็นทางเลือกที่ดีของลูกค้าทั่วไป ธนาคารมุ่งเน้นการขยายสินเชื่อกลุ่มลูกค้ารัฐวิสาหกิจรวมถึงลูกค้ารายใหญ่ที่มีคุณภาพและความเสี่ยงต่ำ โดยธนาคารมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ยกระดับการให้บริการทางการเงิน เพื่อสร้างความทัดเทียมในการให้บริการทางการเงินและเพิ่มความสะดวกสบาย ขณะนี้ลูกค้าเงินฝากของไอแบงก์สามารถรับโอนเงิน ผ่านแอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนจากสถาบันการเงินอื่นได้ทุกแห่งเรียบร้อยแล้ว’นายวุฒิชัย กล่าว

ส่วนโครงการ Mobile Banking ของธนาคารก็มี Priority ต้องปรับปรุงโครงสร้าง IT Infrastructure ให้แล้วเสร็จในสิ้นปี 2562 และคาดว่าจะให้บริการ Mobile Banking ได้ภายในกลางปี 2563

สำหรับระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (ISMS) ไอแบงก์ก็ถือเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกๆที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานISO/IEC 27001 เวอร์ชั่น 2013 สามารถเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการว่ามีความปลอดภัยจากโลกไซเบอร์ได้

‘นอกจากนี้ ธนาคารยังคงให้ความสำคัญในการจัดเตรียมพนักงานเพื่อให้มีความพร้อมทางด้านการประเมินคุณธรรม
และความสร้างความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ  (ITA) เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับพนักงานและผู้บริหารสูงสุดของธนาคารต่อการให้ความสำคัญกับการประกาศเจตนารมย์สุจริตของธนาคารและเพื่อจะรักษาคะแนน ITA ในปี 2562 ให้ไม่น้อยไปกว่าในระดับเดิม (ร้อยละ 93.24)’นายวุฒิชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายวุฒิชัย กล่าวว่า ธนาคารฯ ยังมีปัญหาหนี้์NPFประมาณ 9,000 ล้านบาท ในปีนี้คาดว่า จะเพิ่มประมาณ 1,200 ล้าน หรือประมาณ 17-18% ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว แต่ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการจ่าย ซึ่งธนาคารฯ จะใช้มาตรการเด็ดขาด ไม่ซื้อเวลาอีกต่อไป ซึ่งจะมีการดำเนินการเป็นรายๆไปว่า รายไหนจะฟ้องเพื่อนำหลักประกันมาสร้างรายได้

‘ตอนนี้แม้ธนาคารฯ ได้เงินเพิ่มทุนมา 18,000 ล้านบาท แต่ยังมีปัญหาหนี้NPF มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว แต่กลับมาเป็นหนี้มีปัญหาอีก ซึ่งต้องใช้เวลา 3-5 ปี จึงคาดว่า จะแก้ปัญหาได้หมด กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจึงจะกลับมาอยู่ที่ 7-8% ต้องใช้เงินประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท การหาพันธมิตรร่วมทุนจึงยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ยังไม่ใช่ช่วงนี้’ กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามฯ กล่าว