ชาวสวนยางเฮ! ครม.เท 2.4 หมื่นล้านช่วยประกันรายได้ 1.7 ล้านราย ไร้เอกสารสิทธิ์-คนกรีดได้ด้วย

1185

ครม.อนุมัติ 2.4 หมื่นล้านบาทประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.7 ล้านราย ไร้เอกสารสิทธิ์-คนกรีดยางได้ด้วย ดันใช้น้ำยางในประเทศ 1 ล้านตัน ช่วยราคาขยับ 

ดร.รัชดา​ ธนาดิเรก​ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ แถลงผลการประชุมครม.ว่า​ ครม.มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ตามที่คณะกรรมการการยางไทย(กยท.)​เสนอที่มี​ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์​ รองนายกรัฐมนตรี​ เป็นประธานรัชดา​ ธนาดิเรก​
รัชดา​ ธนาดิเรก​

ทั้งนี้​ เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่แน่นอนจากการประกันรายได้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และมีความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะครอบคลุมเกษตรกรจำนวน 1.4 ล้านคน พื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ โครงการประกันรายได้เกษตรกร ระยะที่ 1 กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ไว้ที่ 6 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563 โดยประกันรายได้ในยาง 3 ชนิด คือ 1.ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม 2.น้ำยางสด (DRC 100%)ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม 3.ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัมกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก.ไร่/เดือน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทยก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่การยางไทยกำหนด โดยเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว สูงสุดรายละไม่เกิน 25 ไร่ การจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกำหนดจ่ายให้เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดจ่าย 2 เดือน 1 ครั้ง โดยให้ ธ.ก.ส. โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง ดังนี้ 1.ประกันรายได้เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2562
จ่ายงวดที่หนึ่ง ระหว่างวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน 2562 2.ประกันรายได้เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563
จ่ายงวดที่สอง ระหว่างวันที่ 1 – 15 มกราคม 2563 3.ประกันรายได้เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563
จ่ายงวดที่สาม ระหว่างวันที่ 1 – 15 มีนาคม 2563 การแบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวน 60 %และคนกรีดยาง40%

ทั้งนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้ใช้เงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายไปก่อน และให้ ธ.ก.ส. เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 และปีถัดๆ ไป ตามความเหมาะสม เพื่อชำระคืนเงินต้นและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกิดขึ้นจริง พร้อมกันนี้ยังมีมติเห็นชอบอีก​ 4 โครงการ​ ประกอบด้วย 1.ขยายวงเงินสินเชื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ปะกอบการผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมจำนวน 1 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินสินเชื่อของโครงการ 2.5 หมื่นล้านบาท

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางในการขยายกำลังผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ณ ที่ตั้งเดิมหรือที่ตั้งใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำ เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม เป็นต้น ให้มีการแปรรูปจากเดิมปีละ 60,000 ตัน ต่อปี เป็น 100,000 ตันต่อปี ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2563 – 2569

2.ขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ออกไปอีก 2 ปี คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ถึงเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมนี้ โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1)ผลักดันราคายางให้สูงขึ้นใกล้เคียงหรือสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร (2)ลดภาระงบประมาณการจัดซื้อยางและการบริหารจัดการสต็อกยางพาราจากรัฐบาล และ (3)ช่วยดูดซับยางออกจากระบบประมาณร้อยละ 11 ของผลผลิตยางแห้ง 3.5 แสนตัน จากผลผลิตยางแห้งทั้งปีประมาณ 3.2 ล้านตัน ผ่านกลไกการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการยางแห้ง

3.ขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงินสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท ออกไปอีก 4 ปี คือ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 มีนาคม 2567 โดยมีระยะเวลาจ่ายเงินกู้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2566 และกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้คราวละไม่เกิน 12 เดือน นับแต่วันที่กู้ แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2567 โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนสินเชื่อให้กับสหกรณ์ทุกประเภท กลุ่มเกษตรกร และวิสหากิจชุมชนที่มีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา โดยกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยาง

4.ขยายระยะเวลาและปรับปรุงวิธีการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ออกไปอีก 3 ปี คือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงกันยายน 2565 และให้มีการปรับปรุง โดย 1.แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อกำกับดูแล ซึ่งจากเดิมเป็นคณะกรรมการภายในของการยางแห่งประเทศไทย 2.กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐใช้วัตถุดิบยางพาราหรือผลิตภัณฑ์ยางพาราที่มาจาก (1)เกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรชาวสวนยาง ที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือ (2) กยท. จัดซื้อจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรชาวสวนยาง หรือ (3) ยางพาราของรัฐที่ กยท. เก็บรักษาไว้ จากเดิมที่กยท.จะเป็นผู้รับซื้อตามที่หน่วยงานต่างๆต้องการ อีกทั้ง ยังเห็นชอบงบประมาณ ค่าบริหารจัดการโครงการ จำนวน 1.5 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ ประชุมคณะกรรมการ และการติดตามการดำเนินงาน โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1)เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยคิดเป็นปริมาณน้ำยางสด จำนวน 1 ล้านตัน ตลอดระยะเวลาโครงการ 3 ปี (2)กระตุ้นให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มียางพาราเป็นส่วนผสมมาใช้ประโยชน์ในการบริการสาธารณะมากขึ้น (3)เพิ่มรายได้ให้รายได้ให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง


ด้านนายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) ระบุว่า ครม.มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ตามนโยบายประกันรายได้ของพรรคประชาธิปัตย์ ฝนตกทั่วฟ้า ชาวสวนยางทุกกลุ่มได้กิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขายยางขาดทุน มากว่า 5 ปี
1.เกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์(บัตรสีเขียว) 1.1 ล้านราย
2.เกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์(บัตรสีชมพู) 300,000 ราย
3.คนกรีดยางประมาณ 300,000 ราย

รวมเกษตรกรชาวสวนยางทั้งหมด 1.7 ล้านราย ในสวนยางที่เปิดกรีดแล้ว 17 ล้านไร่

การยืนหยัดต่อสู้มาอย่างยาวนานของชาวสวนยางชายขอบ วันนี้สำเร็จระดับหนึ่งแล้วครับ

แต่สิ่งที่ต้องผลักดันและต่อสู้กันต่อไปก็คือ ให้พี่น้องชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ได้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินตามกฎหมาย โดยใช้การทำสวนยางยั่งยืน เป็นกลไกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ด้วยชุดความคิด คนอยู่ ป่ายัง และสร้างป่า สร้างรายได้

#ไม่เสียสละชัยชนะไม่เกิด