เคลียร์!สำนักจุฬาฯแจงข้อเรียกร้องกลุ่มชาวพุทธ สรุป’มโน’สร้างความเกลียดชังแตกแยก

3009

สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกคำชี้แจง 4 หน้า กรณีกลุ่มปกป้องชาวพุทธได้ยื่นข้อเรียกร้อง ระบุ มีการเผยแพร่ข้อความที่คลาดเคลื่อน สร้างความเกลีดชัง แตกแยก และข้อมูลไกลเกินความจริง

ในหนังสือคำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกรณีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน ประทับตรา สำนักจุฬาราชมนตรี ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2562 มีความยาว 4 หน้า มีรายละเอียดว่า

จากกรณีที่มีการเผยแพรข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อนจนถึงการปลุกกระแสต่อต้านศาสนาอิสลามในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยไทย โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเชื่อว่า เหตุไม่สงบเกิดจากการใช้มัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนาเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อร้ายและการบิดเบือนประวัติศาสตร์ชาติไทย สร้างความเกลียดชัง แตกแยก จนนำไปสู่ความเกลียดชังประเทศชาติ พร้อมทั้งสรุปว่า เชื้อร้ายดังกล่าว กำลังคืบคลานมายังภาคอีสาน ภาคเหนือ และทุกจังหวัดผ่านมัสยิด ต่อมามีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งส่งจดหมายเรียกร้องจุฬาราชมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามในประเทศ ให้ดำเนินการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาทั่วไปที่เกี่ยวกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่คนกลุ่มนี้มองว่า สร้างความวุ่นวายแตกแยกในสังคมไทย และที่สำคัญคุกคามพทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถือ

สำนักจุฬาราชมนตรี ตระหนักดีว่าพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีความเข้าใจและให้เกียรติคนมุสลิมเสมอมา แต่ก็ไม่ได้ละเลยต่อปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวดังกล่าวข้างต้นที่อาจสร้างความเคลือบแคลสงสัยและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาในระยะยาว ตลอดจนกร่อนเซาะรากฐานความมั่นคงของประเทศชาติ ดังนั้น เพื่อจำโลงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ผู้คนต่างศรัทธามีความเคารพ ให้เกียรติและยอมรับในความเชื่อและความแตกต่างทางชาติพันธุ์ของกันและกันเสมอมา

สำนักจุฬาราชมนตรีขอใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจหลักคำสอนและแนวทางปฏิบัติของมุสลิมต่อสังคมไทย ดังต่อไปนี้
1.การเชื่อมโยงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับมัสยิด และสถาบันการศึกษาอิสลามว่า หากมี 2 สถาบันนี้ที่ไหน จะมีความไม่สงบที่นั่น นับเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน 2 ประเด็นคือ
1.1 ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อเหตุแห่งปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาแต่อย่างใด แต่มีรากเหง้ามาจากความขัดแย้งทางการเมือง ประวัติศาสตร์ การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในอดีต ความไม่เป็นธรรม ยาเสพติด และธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีความพยายามจากคนบางกลุ่มใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือในการปลุกระดม แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จกับคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่มีความตระหนักถึงสิทธิ์ เสรีภาพในทางศาสนาที่ประเทศให้หลักประกันกับประชาชนทุกหมู่เหล่า
1.2 ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อมัสยิดและสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่วางอยู่บนพื้นฐานหลักศรัทธา หลักปฏิบัติและหลักคุณธรรม กิจวัตรประจำวันของมุสลิมจึงผูกพันกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม มัสยิดจึงเป็นศาสนสถาที่มีหน้าที่ไม่ต่างไปจากวัด ในพุทธศาสนา ส่วนสถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ในการอบรมบ่มเพาะคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมทั้งขัดเกลาจิตใจ และจิตวิญญาณของศรัทธาชนให้ดำเนินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ต่างไปจากศูนย์อบรมจริยธรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของวัดแต่ประการใด ปัจจุบันสถาบันการสอนศาสนาอิสลามมีการปรับตัวโดยนำเอาหลักสูตรสามัญดังเช่นที่นักเรียรทั่วประเทศไปสอนร่วมกับการอบรมจริยธรรมทางศาสนา สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามส่วนใหญ่จึงปฏิรูปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ

นอกจากนี้ การสร้างมัสยิดที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ตามแนวทางที่สำนักจุฬาราชมนตรกำหนดไว้ โดยมีการกำกับจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ
1.3 ปัญหาการเผยแพร่ความคิดเชิงอุดมการณ์ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการอ้างอิงคำอธิบายทางศาสนา กล่าวคือ ผู้ก่อความไม่สงบปลูกฝังความคิดว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนสงคราม ดังนั้น การต่อสู้ของพวกเขาจึงมีความชอบธรรมในทางศาสนา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นการอธิบายที่คลาดเคลื่อนและห่างไกลจากบทบัญญีติศาสนาอิสลามโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลไทยให้หลักประกันในสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบศาสนกิจแก่คนมุสลิมอย่างท่าเทียมและถือว่า การทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นบาปใหญ่ตามหลักศาสนา

ดังนั้น การด่วนสรุปโดยเชื่อมโยงสถานการณ์ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหาและบริบททางสังคมอย่างแท้จริง มิได้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกทั้ง 2 ศาสนา
2.ความพยายามเผยแพร่ข้อมูล แผนการยึดครองประเทศไทยและนำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้กับคนทั่วไปในประเทศไทย ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เชื่อมโยงกับการสร้างมัสยิดในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย จนนำไปสู่การยึดครองประเทศของมุสลิมนั้น ข้อความลักษณะดังกล่าวห่างไกลความจริงมาก ความจริงคือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมมี 4 ฉบับ คือ
1.พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเจตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล ปี 2489 ที่เกี่ยวกับการจัดการครอบครัวและมรดกของมุสลิมใน 4 จังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น
2.พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ 2524 เป็นกฎหมายที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้กับมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์โดยเงินส่วนตัวของผู้ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ รัฐบาลไม่ได้จัดงบไปสนับสนุนพิเศษ ยกเว้นกรณีที่รัฐเยียวยาให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือมุสลิมที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้เท่านั้น


3.พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลามพ.ศ.2540 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริการกองค์กรศาสนาอิสลาม ที่ไม่ได้แตกต่างจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แต่อย่างใด โครงสร้างหลักของพระราชบัญญัติฉบับนี้วางบทบาทให้จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม มีคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน (ระดับชุมชน มีกรรมการมัสยิด) โดยผู้นำศาสนาและตัวแทนศาสนาทุกคนไม่ได้มีอำนาจ บทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการทางการเมืองทุกระดับ
4.พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 เป็นกฎหมายที่สะท้อนความเข้าใจของรัฐบาลต่อหลักการศาสนาอิสลามในเรื่องระบบการเงินที่จำเป็นต้องปราศจากดอกเบี้ย ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการธนาคารอิสลามที่เป็นชาวพุทธ ร้อยละ 69.61 และมุสลิมเพียงร้อยละ 30.39 ที่สำคัญแม้ชื่อว่าธนาคารอิสลาม แต่มุสลิมทุกคนไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือประชาชนชาวพุทธแต่อย่างใด
ตามที่กล่าวมา กฎหมายที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามทั้ง 4 ฉบับ ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่แสดงให้เห็นว่า องค์กรศาสนาอิสลามหรือมุสลิม จะมีสิทธิ อำนาจหรือหน้าที่เข้าไปแทรกแซงกิจการทางการเมืองของรัฐไทยได้แม้แต่น้อยนิด

3.ความเข้าคลาดเคลื่อนต่อกิจการฮาลาล ของประเทศไทย
การรับรองฮาลาลไม่ได้เกิดจากการเรียกเก็บเงินขององค์กรศาสนาอิสลามจากสถานประกอบการ ทว่าในทางกลับกัน นั่นคือ สถานประกอบการร้องขอให้องค์กรศาสนาอิสลามรับรองฮาลาลเพื่อประโยชน์ด้านการค้าของสถานประกอบการ ซึ่งเป็นเช่นนี้ทั่วโลก กรณีประเทศไทย การรับรองฮาลาลเป็นอำนาจของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จำนวน 40 แห่ง เป็นไปตามบัญญัติของศาสนาที่กำหนดให้มุสลิมที่รู้ลึกซึ้งเรื่องศาสนา ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ยอมรับทั่วโลก

ปัจจุบันมีสถานประกอบการขอรับการรับรองฮาลาลสะสมหลายปี จำนวน 9,000 แห่ง แต่มีการต่ออายุทุกปี 6,000 แห่ง มีผลิตภัณฑ์ที่ขอการรับรองฮาลาและต่ออายุทุกปี จำนวน 40,000 ผลิตภัณฑ์ มีการเก็บค่าธรรมเนียม 20,000 บาทต่อสถานประกอบการต่อปี 1,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ต่อปี เกิดรายได้จากสถานประกอบการ 120 ล้านต่อปี รายได้จากผลิตภัณฑ์ 40 ล้านต่อปี รวมทั้งสิ้น 160 ล้าน และในสภาพความจริง สถานประกอบการที่ไม่ใช่โรงงานขนาดใหญ่ แต่เป็นวิสาหกิจชุมชน การเก็บค่าธรรมเนียมจะลดลงตามขนาดของโรงงาน บางแห่งมีการจัดเก็บเพียง 1,000 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาทเสมอไป โดยมีการวางระบบฮาลาลในร้านอาหารทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนกิจการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้แก่ประเทศ มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมปีละ 100 บาท ไม่ใช่ 20,000 บาท

ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Global Trade Atlas ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รายงานว่า หากนับรวมรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมอีกร้อยกว่าประเทศรายไดอาจสูงถึง 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือ 360,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งตัวเลขหลังอาจสร้างความเข้าใจผิดว่าองค์กรศาสนาอิสลามในประเทศไทยมีรายได้จากการรับรองฮาลาลกว่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ และรายได้กว่า 360,000 ล้านบาท จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลสู่ต่างประเทศนี้ เป็นรายได้ของโรงงานและบริษัทผู้ผลิตสินค้า ผู้ประกอบการส่งออก นักธุรกิจ รายได้บางส่วนเป็นเงินเดือนพนักงานและคนงานในอุตสาหกรรมที่มีจำนวนนับแสน อีกบางส่วนเป็นรายได้สำหรับเกษตรกรที่ผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรที่อาจมรนับจำนวนล้านคนที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศไปทั่วโลก สร้างรายได้หลายแสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่มุสลิม แต่เป็นพี่น้องคนไทยทั้งปวง ฮาลาลจึงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนในภาพรวม มุสลิมที่มีเกือบ 2,000 ล้านคนทั่วโลกให้การยอมรับ หาไม่แล้วประเทศไทยจะสูญเสียรายได้เหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย มุสลิมในประเทศไทยมีในสัดส่วนที่ต่ำ มีประชากรรวมแล้วไม่ถึงร้อยละ 10 ของประชากรของประเทศ อีกทั้งส่วนใหญ่ไม่ได้ทำธุรกิจ มุสลิมจึงภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ฮาลาลสร้างประโยชน์ให้กับประชากรส่วนใหญ่ มุสลิมจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกเชิงจิตใจว่า ฮาลาลคือหนทางที่มุสลิมตอบแทนบุญคุณต่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเขา
รายได้ที่องค์กรศาสนาได้รับจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการให้การรับรองฮาลาลถูกใข้ในการบริหาร คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ที่มีค่าใช้จ่ายบุคลากร สถานที่ และอื่นๆจำนวนมาก และเป็นองค์กรเอกชนที่ไม่ได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากรัฐ รายได้ส่วนใหญ่ใช้ไปในเรื่องการศึกษา ช่วยผู้ประสบภัยพิบัติและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่ได้แบ่งแยกศาสนา และบางส่วนใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด
ประเด็นเรื่องภาษี กอท. และกอจ. เป็นองค์กรทางศาสนาที่ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีจากรัฐเช่นเดียวกับวัดและศาสนสถาน จึงไม่ได้เสียภาษี

สำนักจุฬาราชมนตรีและคณะกรรมการกลงอิสลามแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรศาสนา ขอเรียนว่า มุสลิมในประเทศไทย มีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ดำเนินชีวิตอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ได้รับสิทธิเสรีภาพ ในการดำรงตนเฉกเช่นมุสลิมที่ดีพึงกระทำ และขอยืนยันหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ไม่บริภาษว่าร้ายต่อผู้อื่นโดยปราศจากความถูกต้องและข้อเท็จจริง ที่สำคัญการดำรงซึ่งความเคารพให้เกียรติและยอมรับกันและกันในเรื่องของความเชื่อ ศาสนา ชาติพันธุ์ และภาษา
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้นำหรือรัฐบาล ตลอดทั้งสถาบันต่างๆในสังคมไทย พยายามช่วยกันรักษาทุนทางสังคมที่สำคัญ คือ ความสัมพันธ์อันดีระหว่งผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทางศาสนา สำนักจุฬาราชมนตรี และองค์กรบริหารของมุสลิมทุกภาคส่วนของปวารณาตนเป็นสถาบันที่จะธำรงรักษาคุณลักษณะและทุนทางสังคมที่เป็นรากฐานความมั่นคงของมนุษย์และชาติ เพื่อให้ประเทศไทยสืบสวนความเป็นสุวรรณภูมิ ของผู้คนทุกหมู่เหล่า อย่างสงบ สันติต่อไป

คำชี้แจงสำนักจุฬาราชมนตรีเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องฯ