ช่อ พรรณิการ์สวมฮิญาบขึ้นเวทีงานมัสยิด-ซัดงบลับทหารรั่วไหลง่าย

2350

ช่อ พรรรณิการ์ วาณิช สวมฮิญาบขึ้นเวทีงานมัสยิด หลังอภิปรายซัดหนักงบดับไฟใต้ ใช้ล้างสมองเด็กมากกว่าแก้ปัญหา ระบุงบข่าวกรองรั่วไหลง่าย

วันที่ 12 มกราคม น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ นายเจนวิทย์ไกรสินธุ์ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และคณะทำงานพรรคอนาคตใหม่ ได้เดินทางไปร่วมงานมัสยิดแสงจันทร์ สี่แยกวัดโหนด ต.โพธิ์ทอง  อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ร่วมพูดคุยสนทนาการแก้ปัญหาประชาชนและทิศทางการเมืองและขึ้นเวทีพูดคุยกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน โดยได้รับการต้อนรับอย่างคึกคัก

ก่อนหน้านี้ น.ส.พรรณิการ์ ได้อภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ประจำปี 2563 ระบุว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบดับไฟใต้ ตัดงบเจรจาสันติภาพมากกว่างบข่าวกรองและล้างสมองเด็ก?

เธอ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2563 วาระ 2 มีการตัดงบแผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ จาก 10,865 ล้านบาท ลดลง 223,553,000 บาท เหลือ 10,641,447,000 บาท ลดลงเพียง 2% จากที่ได้แปรญัติเสนอให้ตัดไป 13.6% ซึ่งเกิดจากฐานคิดการตัดลดงบประมาณโครงการที่ไม่ส่งเสริมการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2 โครงการ ได้แก่โครงการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง 1,311 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวกรองและบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ 932 ล้านบาท ลงอย่างละ 50% เนื่องจากการล้างสมอง ยัดเยียดชุดความจริงที่ถูกผลิตสร้างให้ประชาชนในพื้นที่ และการสร้างสายข่าว มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก และความรู้สึกในด้านลบต่อหน่วยงานราชการ มากกว่าช่วยส่งเสริมสันติภาพและการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่แท้จริง

นอกจากการปรับลดจะน้อยเกินกว่าที่ควร เมื่อไปดูรายละเอียดของการตัดลดงบประมาณแล้วยังพบว่าการตัดลดเป็นไปอย่างไม่สมเหตุผล งบที่ควรตัด ไม่ถูกตัด ส่วนงบที่ไม่ควรถูกตัด กลับโดนหั่นลงอย่างมีนัยสำคัญ

กอ.รมน. เป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดในแผนบูรณาการภาคใต้ จำนวน 2,209 ล้านบาท ถูกตัดลดงบประมาณเพียง 110 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5% โดยโครงการที่ถูกตัดงบออกไปมากที่สุด คือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพงานข่าวกรอง ในส่วนของกอ.รมน. ถูกตัดไป 17 ล้านบาท และโครงการเดียวกันนี้ในส่วนของกองทัพบกและกองบัญชาการกองทัพไทยยังถูกตัดออกไปอีก 5 ล้าน และ 1 ล้านบาทตามลำดับ โดยสรุปมีการตัดงบโครงการนี้ไปทั้งสิ้น 23 ล้านบาท จาก 932 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 2.4% จากที่เสนอไป 50%

งบข่าวกรองเป็นงบส่วนที่รั่วไหลได้ง่าย ซ้ำซ้อนได้ง่าย เนื่องจากยากจะมีใบเสร็จที่ชัดเจน และการจ่ายเงินให้กับสายข่าวก็เป็นไปโดยลับ จึงไม่อาจตรวจสอบได้ว่ามีการจ่ายเงินซ้ำซ้อนมากน้อยแค่ไหน ทั้งยังเป็นช่องให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่นได้ง่าย เอื้อประโยชน์พวกพ้องได้ง่าย และยังเอื้อต่อการใช้อำนาจในทางมิชอบ สร้างข่าวเท็จใส่ร้ายป้ายสีกัน งบส่วนนี้จึงควรถูกตัดทอนลงมากขึ้น แม้ไม่ถึง 50% แต่ก็ควรมากกว่า 2.4% และควรมีการเปิดเผยรายละเอียดการใช้งบอย่างโปร่งใสมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมา การซักถามในชั้นกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ ไม่มีการให้รายละเอียดใดๆในการใช้งบประมาณส่วนนี้

ส่วนงบประมาณโครงการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง หรืองบโฆษณาชวนเชื่อ ถูกตัดไปในส่วนของกอ.รมน. 11 ล้านบาท และอีก 6.5 ล้านบาทในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ คิดเป็นงบที่ถูกตัดไป 17.5 ล้านบาท จาก 1,311 ล้านบาท หรือตัดไปเพียง 1.3% เท่านั้น จากที่เสนอไป 50%

โครงการที่ไม่ควรจะมีอยู่เลย เช่นโครงการป้องกันแนวความคิดรุนแรงในกลุ่มเยาวชนและสตรี โครงการศึกษาและผลิตชุดข้อมูลเพื่อสลายแนวคิดหัวรุนแรง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้องของกอ.รมน. เหล่านี้ถูกตัดลดงบลงไปเพียง 7% จากงบทั้งหมด 151 ล้านบาท ทั้งที่นี่คือการล้างสมองเด็กโดยใช้ภาษีประชาชน ในเอกสารงบประมาณ ระบุกลุ่มเป้าหมายว่าต้องการให้เยาวชนอายุ 1-5 ปี เปลี่ยนความคิดให้ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และในระหว่างการชี้แจงของผู้บัญชาการเหล่าทัพต่อกรรมาธิการงบฯ ก็ได้มีการยอมรับว่ามีการตั้งเป้าหมายไปยังเด็กเล็กจริง เนื่องจากกองทัพเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงแนวคิดต้องเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็ก อันที่จริงงบล้างสมองเด็ก 151 ล้านบาทนี้ควรจะถูกตัดลงทั้งหมดด้วยซ้ำ แต่นี่เสนอให้ตัดลงแค่ครึ่งหนึ่งก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ การตัดงบลงแค่ 7% แทบไม่มีผลใดๆ โครงการล้างสมองเด็กฟรีจากภาษีประชาชนจะยังดำเนินไปได้ ซึ่งน่าสงสัยว่าเราจะสร้างสันติภาพชายแดนใต้ได้อย่างไร หากเรายังเอาลูกหลานของพวกเขามาล้างสมองอยู่ทุกวันโดยที่พ่อแม่ของเด็กไม่มีทางเลือก

อีกโครงการที่สมควรถูกตัดทอนงบอย่างยิ่ง แต่กลับแทบไม่มีใครแตะต้องเลย ก็คืองบก่อสร้างถนน งบสร้างถนนของแผนบูรฯปีนี้ คือ 2,325 ล้านบาท คิดเป็น 21.4% ของงประมาณทั้งหมด เป็นงบอันดับ 2 รองจากงบประมาณด้านความมั่นคงและการทหาร ในขณะที่งบด้านการพัฒนาอื่นๆ รวมกันทั้งหมด เพียง 1,900 ล้านบาท น้อยกว่างบสร้างถนน แต่ปรากฏว่ากรรมาธิการงบฯ ตัดลดงบสร้างถนนได้เพียง 30 ล้านบาท ในส่วนของกรมทางหลวงชนบท หรือตัดลงเพียง 1.2% เท่านั้น ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเห็นความเจริญและระบบสาธารณูปโภคที่ดีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่คำถามก็คือ สาธารณูปโภคที่ขาดแคลนในพื้นที่มีเพียงถนนเท่านั้นหรือ ทำไมต้องใช้งบถึงกว่า 2 พันล้านในการสร้างถนน แทนที่จะนำไปเกลี่ยกระจายในงานส่วนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ การสร้างงานสร้างอาชีพ หรือเป็นเพราะการสร้างถนนมีเงินทอนมากและทำได้ง่ายกว่าโครงการอื่น

ในขณะที่งบประมาณหลายโครงการที่ควรจะถูกตัดลด ไม่สามารถตัดลงได้ หลายโครงการที่ไม่ควรจะถูกตัดเลย เพราะมีความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ กลับถูกตัดลง ทั้งที่งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรก็น้อยมากอยู่แล้ว เห็นได้ชัดในการตัดงบกอ.รมน. เช่นงบโครงการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี หรือการสนับสนุนการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ ได้รับงบเพียง 15 ล้านบาท ก็ยังถูกตัดลง 2 ล้านบาท หรือ 13% และโครงการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ได้รับงบเพียง 2.5 ล้านบาท ถูกตัดลง 8 แสนบาท หรือ 32%

และที่น่าตกใจที่สุด โครงการอบรมหลักสิทธิมนุษยชน รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง มีงบประมาณเพียง 2.2 ล้านบาท ถูกตัดลดงบลง 1.6 ล้านบาท หรือ 72% งบประมาณอบรมอาจฟังดูเหมือนเป็นงบฟุ่มเฟือยผลาญเงินภาษีประชาชน แต่ในพื้นที่อ่อนไหวที่มีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนสูงมากอย่างชายแดนใต้ การสร้างความรับรู้เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ทั้งในหมู่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าไปได้

ปัญหากระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก เกิดขึ้นจากการขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง หรือการที่เจ้าหน้าที่ขาดความเข้าใจในหลักปฏิบัติสากล เช่นการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ประชาชนจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิเก็บข้อมูลดีเอ็นเอประชาชน หากเจ้าตัวไม่ยินยอม และมีคนจำนวนมากยอมให้เจ้าหน้าที่เก็บดีเอ็นเอโดยไม่ทราบว่าเป็นการล่วงละเมิดเสรีภาพ โดยเฉพาะในเด็ก ในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเด็กถูกเก็บดีเอ็นเอไปแล้วอย่างน้อย 1,500 คน เฉพาะจากที่ปรากฏเป็นข่าว โดยไม่ได้มีการทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนว่าขออนุญาตกันอย่างไร เอาไปทำอะไร ใครเป็นผู้อนุญาต โรงเรียนมีสิทธิ์อนุญาตหรือไม่

ที่สำคัญกว่าการเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชนของปะชาชน ก็คือความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่ขาดความเข้าใจในหลักสากล จนนำมาสู่การถูกวิพากษ์วิจาณ์ สร้างรอยแผลซ้ำเติมในพื้นที่ เช่นกรณีการควบคุมตัวหญิงแม่ลูกอ่อนเข้าศูนย์ซักถามที่หน่วยทหารพรานที่ 45 นราธิวาส กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งทางผบ.หน่วยได้ยอมรับว่า หากตนเองทำตามข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจําและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสําหรับผู้กระทําผิดหญิง (ข้อกำหนดกรุงเทพ) ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

อีกกรณีสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักปฏิบัติสากล ก็คือโศกนาฏกรรมบนเขาตะเว ที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ 3 รายถูกเจ้าหน้าที่สังหารด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบ สภาพศพของผู้เสียชีวิตถูกยิงจากข้างหลังหลายนัด ตั้งแต่ศีรษะถึงลำตัว ซึ่งหมายความว่าไม่มีการปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังของสหประชาชาติ ที่ให้ปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก และมีการเจรจา ร้องเตือนก่อนการยิงเสมอ รวมถึงไม่มีการยิงไร้ทิศทาง ยิงโดยใช้อาวุธจำกัด หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าว ย่อมไม่เกิดการยิงผิดตัว เพราะจะสามารถรู้ได้ก่อนการยิงว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ใช่ผู้ก่อการ เป็นเพียงคนตัดไม้ธรรมดา เรื่องนี้กระทรวงกลาโหมได้ออกคำสั่งตั้งแต่วันที่ 7 เดือนมีนาคม 2550 ให้มีการใช้กฎการใช้กำลังของกองทัพไทย ทั้งบก เรือ อากาศ อันเป็นการอนุวัตรมาจากหลักกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศ กองทัพมีหน้าที่ฝึกอบรมบุคลากรให้ตระหนักและปฏิบัติตามกฎดังกล่าว แต่กลับไม่มีการให้ความสำคัญ ทำให้เกิดการปฏิบัติการที่ผิดพลาด ซึ่งความผิดเพียงครั้งเดียว ทำให้งานการเมืองที่เพียรทำกันมาหลายปีต้องถอยหลังไปหลายก้าว

ในการตัดลดงบประมาณแผนบูรฯของคณะอนุกรรมาธิการ มีการตัดลดงบกอ.รมน. โดยให้เหตุผลว่าเพื่อประหยัดงบประมาณ และปรับลดโครงการที่ไม่มีความพร้อมในการดำเนินการ อนุฯตัดลดงบลง 5% แล้วให้กอ.รมน.ไปเกลี่ยกระจายว่างบก้อนใดจะโดนตัด ซึ่งการที่งบส่วนที่โดนตัดมากที่สุด กลายเป็นงบส่งเสริมการพูดคุยเจรจา และงบการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม หมายความว่ากอ.รมน.เห็นว่างบส่วนนี้เป็นการสิ้นเปลือง หรือไม่พร้อมปฏิบัติงานหรือ? หากหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด ซึ่งหมายถึงการมีบทบาทมากที่สุดในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาชายแดนใต้ ยังมองว่าการพูดคุยสันติภาพเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น สิ้นเปลืองงบประมาณ หรือแม้แต่ไม่พร้อมในการปฏิบัติงาน ความหวังที่ว่าจะดับไฟใต้ได้ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่พวกท่านร่างกันขึ้นมาเอง ก็คงอยู่อีกห่างไกล