หน้าแรก เศรษฐกิจ/ธุรกิจ อุตสาหกรรมยะลา โยนชาวบ้าน ช่วยตัดสิน เลือก”เขายะลา” หรือ “ธุรกิจโม่หิน”

อุตสาหกรรมยะลา โยนชาวบ้าน ช่วยตัดสิน เลือก”เขายะลา” หรือ “ธุรกิจโม่หิน”

อุตสาหกรรมยะลา กางมติ ครม.ระบุ “เขายะลา” อยู่ในพื้นที่แหล่ง อุตสาหกรรมทำหิน มาก่อนที่ กรมศิลปากรจะประกาศให้เป็นพื้นที่ โบราณสถาน พร้อมอ้างว่า หากห้ามทำอุตสาหกรรมในพื้นที่”เขายะลา” จะส่งผลให้หินมีราคาสูง โยนให้ชาวบ้านช่วยตัดสิน

 

ความเคลื่อนไหว กรณีกรมศิลปากร ประกาศลดพื้นที่ โบราณสถาณ “เขายะลา” จาก 800 กว่าไร่ ลงมาจนเหลือแค่ 190 ไร่ ส่งผลให้เกิดการต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมาก โดยล่าสุด เฟซบุ๊ก ยะลา ทูเดย์ รายงานว่า เมื่อ 10 มีนาคม 63 นายสัมพันธ์ โฆษิตพล อุตสาหกรรมจังหวัดยะลา เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า พื้นที่เขายะลา ได้มีการประกอบอุตสาหกรรมหินตามพระราชบัญญัติเหมืองแร่ โดยมีผู้ประกอบการทั้งสิ้น 6 ราย มี 3 ราย อยู่ในเขตประกาศของกรมศิลปากร

กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประกาศให้ ภูเขายะลา ต.ลิดล อ.เมืองยะละ จ.ยะลา เป็นพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2540 ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 16 ก.ย. 2540 เห็นชอบและอนุมัติให้ใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1บี เพื่อกิจการเหมืองหินอุตสาหกรรม

จากนั้น มีผู้ขอประทานบัตรเพื่อประกอบอุตสาหกรรมหิน 2 ราย ได้แก่ นายมนู เลขะกุล เนื้อที่ 98 ไร่ 2 งาน 59 ตารางวา มีอายุ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 ถึง วันที่ 15 กรกฎาคม 2552 และ ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงโม่หินสามแยกยะลา เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 19 ตารางวา มีอายุ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2543 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2553

ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2544 กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลาพื้นที่ 887 ไร่ 3 งาน 40 ตารางวา ซึ่งการประกาศดังกล่าว ทับพื้นที่แหล่งหินอุตสาหกรรมที่กระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศก่อนหน้าเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2540

ต่อมาปี 2545 มีการประทานบัตรเพิ่มอีก 1 แปลง ในพื้นที่ประกาศแหล่งหินอุตสาหกรรมภูเขายะลา คือ นายอับดุลลาเต๊ะ ยากัต เนื้อที่ 52 ไร่ 1 งาน 98 ตารางวา มีอายุ 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2545 จนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2555

และในปี 2553 นายมนู เลขะกุล ผู้ถือประทานบัตร ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่โบราณสถานภาพเขียนสี เขายะลา เพื่อการทำเหมืองแร่ต่อกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2553 และ กรมศิลปากร ได้พิจารณาอนุญาต โดยให้เหตุผลความจำเป็นทางเศรษฐกิจและการพัฒนาพื้นที่ในบริเวณจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น กรมอุตสาหกรรมพื้นที่และการเหมืองแร่ ได้อนุญาตให้ต่ออายุประทานบัตร อีก 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2562

ต่อมาพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 ระบุว่า พื้นที่ ที่กำหนดเป็นแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ต้องไม่ใช่เขตโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนไว้ ว่าด้วยตามกฏหมายโบราณสถาน ทำให้การประกอบอุตสาหกรรมหินหยุดชะงัก เพื่อรอการพิจารณา จนเมื่อ วันที่ 30 กันยายน 2562 ได้มีประกาศจาก กรมศิลปากร แบ่งแยกพื้นที่เพื่ออุตสาหกรรมหิน ออกจากเขตโบราณสถาน

ส่วนในพื้นที่ อุตสาหกรรมหิน ต.ลิดล อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ก็มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหินอยู่ 3 ราย ซึ่งไม่อยู่ในพื้นที่ประกาศของโบราณสถาน

นายสัมพันธ์ โฆษิตพล อุตสาหกรรมจังหวัดยะลา กล่าวอีกว่า ในกรณีของการประกาศลดพื้นที่โบราณสถานเขายะลา เพื่ออุตสาหกรรมหินนั้น อยู่ในการตัดสินใจของประชาชน ว่าจะอนุรักษ์ภูเขายะลา หรือ ยอมเสียสละ เพื่ออุตสาหกรรมหิน ให้มีราคาหินลดลง จากปัจจุบัน ราคาหินที่ยะลามีราคาสูง กว่า500บาทต่อคิว ขณะที่ภาคกลาง หรือ พื้นที่อื่นๆ อยู่ที่ 200 บาท ต่อ คิวเท่านั้น ซึ่งถ้าหากประชาชนยอมสละภูเขายะลา ก็จะทำให้ราคาหินถูกลง

ส่วนประเด็นของการรุกล้ำพื้นที่เขตโบราณสถานนั้น จะอยู่ในการควบคุมของกรมอุตสาหกรรมและการเหมืองแร่ ซึ่งจะดูแลและตรวจสอบตลอดทุกระยะ และ สำหรับเขตพื้นที่จังหวัดภาคใต้นั้น มีแหล่งอุตสาหกรรมหิน 8 จังหวัด 12 แห่ง ประกอบด้วย ชุมพร 1 แห่ง สุราษฎร์ธานี 4 แห่ง นครศรีธรรมราช 2 แห่ง ตรัง 1 แห่ง สตูล 1 แห่ง พัทลุง 1 แห่ง สงขลา 1 แห่ง และ ยะลา 1 แห่ง