“อังคณา” จี้ รัฐ เร่ง คลี่ปมอุ้ม “วันเฉลิม” ทวงกฎหมาย “คนสูญหาย”

66

อดีตกรรมการสิทธิฯ ‘อังคณา’ จี้ รัฐบาลเร่งคลี่ปมอุ้ม “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” หลังปรากฏภาพ กลุ่มชายฉกรรจ์ ชุดดำ ชักปืน ข่มขู่ บุคคลที่จะเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมเรียกร้อง ผ่าน พ.ร.บ. ยุติการบังคับบุคคลสูญหาย

6 มิ.ย.63 – นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แสดงความเห็นนต่อกรณีนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ต้องหาถูกตำรวจไทยออกหมายจับ ข้อหาทำผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ ถูกอุ้มที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมี ภาพกลุ่มชายฉกรรจ์ ชักอาวุะปืนข่มขู่ บุคคลที่จะเข้าไปช่วยเหลือ ก่อนนำตัวขึ้นรถเก๋งสีดำ ขับออกจากโรงแรวที่พัก ว่า #ไม่ควรมีใครต้องถูกอุ้มหายเพราะความเห็นต่างทางการเมือง #SAVEวันเฉลิม #EnforcedDisappearance #CrimeAgainstHumanity

บางคนอาจเชื่อว่า #ปัญหาจะหายไปหากบางคนถูกทำให้หายไป จากหน้าคอนโดมิเนียมที่พักของเขาในกรุงพนมเปญ ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ และสร้างความกังวลและหวาดกลัวให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองหลายคน ภายหลังกรณีการหายตัวไปของสุรชัย แซ่ด่าน และสหายกาสะลอง ที่ต่อมาพบเป็นศพลอยน้ำ ส่วนสุรชัยยังคงเป็นบุคคลสูญหาย ที่ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทราบที่อยู่และชะตากรรมของเขา

กรณีวันเฉลิม #เชื่อว่ารัฐบาลกัมพูชาคงต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากกัมพูชาได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาคนหายของสหประชาชาติ (มิถุนายน 2013) ซึ่งทำให้มีภาระผูกพันให้ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน กรณีการบังคับบุคคลสูญหายแม้จะไม่มีการร้องเรียน ส่วนจะนำไปถึงการทราบที่อยู่และชะตากรรม และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษหรือไม่คงต้องติดตามดูกันต่อไป

แม้วันเฉลิมจะอยู่ในสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศกัมพูชา แต่ในฐานะที่เขาเป็นคนไทยและแม้จะเป็นคนที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐ แต่รัฐบาลก็ไม่ควรเพิกเฉย และควรประสานความร่วมมือกับกัมพูชาในการคลี่คลายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และชี้แจงต่อสาธารณะ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลไทยอาจตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เรื่องการยุติการบังคับสูญหาย แม้ที่ผ่านมารัฐบาลไทยจะได้ลงนามอนุสัญญาคนหายของสหประชาชาติ (มกราคม 2555) และ มีมติ ครม. ให้สัตยาบันอนุสัญญาฯ และให้มีกฎหมายภายในประเทศเพื่อป้องกันและยุติการบังคับบุคคลสูญหาย (25 พฤษภาคม 2559) แต่ส่วนตัวไม่เชื่อว่ารัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จะเต็มใจผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากความล่าช้า อีกทั้งที่ผ่านมา ร่างกฎหมายยังถูกปรับแก้จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จนไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ และ ถูกถอดจากวาระการพิจารณาของ สนช. โดยไม่มีการแจ้งเหตุผล จนปัจจุบันก็เชื่อว่าร่างกฎหมายฉบับนี้คงยากที่จะผ่านสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎร และโดยเฉพาะวุฒิสภา หรือหากผ่านก็คงถูกตัดทอนจนไม่เหลือสาระสำคัญในการคุ้มครองประชาชนและเอาผิดเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทำผิดได้จริง