พท.ชู ปาฐกถา โดดเด่น ของ “ยิ่งลักษณ์” สะท้อนภาพ การต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตย

88

พรรคเพื่อไทย งัดปาฐกถาสุดโดดเด่นของ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี รำลึก 8 ปี บาดแผล การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลังรัฐบาล “ทักษิณ” ที่ชนะเลือกตั้ง ถูก รัฐประหารโค่นล้มติดต่อกัน

29 เม.ย.64 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของพรรค ระบุว่า รำลึก 8 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ประเทศไทยมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่มีจำนวนผู้แทนมากที่สุดในสภาได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยในเวลานั้นได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมประชาคมประชาธิปไตยที่เมืองอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ในวันที่ 27-29 เมษายน 2556

ณ วันนั้น สิ่งที่โดดเด่นและได้รับการกล่าวขานต่อเนื่อง คือการปาฐกถาพิเศษของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีประเทศไทย ซึ่งได้สะท้อนบริบทประชาธิปไตยในประเทศไทยที่แต่ละก้าวของการต่อสู้ล้วนต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชน เพราะยังมีคนที่ไม่เชื่อในประชาธิปไตยใช้กำลังกดขี่เสรีภาพประชาชนด้วยการรัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด 80 ปี ของบริบทการเมืองไทยหากนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

ยิ่งลักษณ์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่เป็นอุทาหรณ์ของเธอว่า ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ที่เราล้วนหวังว่านี่คือจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย ประเทศไทยมีรัฐบาลที่มีจากการเลือกตั้งแต่ก็เกิดการรัฐประหารล้มรัฐบาล มีประชาชนจำนวนมากไม่ยอมจำนนและลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ แต่สุดท้ายเกิดการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 คน ในปี 2553

ปาฐกถาดังกล่าว ได้ชี้ให้เห็นการต่อสู้ของคนไทย แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหาร ซึ่งได้ใส่กลไกเพื่อตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย โดยครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทย (ในเวลานั้น) มาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆ

ยิ่งลักษณ์ กล่าวปิดท้ายด้วยว่า ต้องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและพัฒนาประชาธิปไตยของไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรง และประชาธิปไตยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศ พัฒนาความเป็นอยู่ ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง

พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ปาฐกถาดังกล่าวสะท้อนถึงภาพของประชาธิปไตยไทย ที่ประชาชนต้องต่อสู้ให้ได้มาเพื่อสิทธิเสรีภาพ และเป็นการเชิดชูประชาชนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับพัฒนาการประชาธิปไตยทั่วโลก รวมถึงเป็นการวิพากษ์รัฐธรรมนูญไทยในตอนนั้นที่ลดทอนความเป็นประชาธิปไตย เป็นการแสดงวิสัยทัศน์และความตั้งใจที่จะดำรงประชาธิปไตยของไทยให้ยั่งยืน ของอดีตนายกรัฐมนตรี

ปาฐกถาครั้งนั้นได้สร้างความไม่พอใจให้กับขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่พยายามออกมาปกป้องการรัฐประหารและเผด็จการ ราวกับไม่เชื่อในประชาธิปไตย รวมถึงสร้างวาทกรรมขึ้นมาตอบโต้ กล่าวหาอย่างรุนแรงว่าเป็นการขายชาติ สร้างความเสื่อมเสีย หรือแม้แต่พยายามดิสเครดิตอดีตนายกรัฐมนตรีในเรื่องส่วนตัวด้วยวิธีการต่างๆ

แม้แต่สมาชิกพรรคการเมืองเก่าแก่ ยังพาเหรดกันออกมาโวยวายว่า อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้เขียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยตัวเอง พร้อมกับอ้างว่าการรัฐประหารไม่ได้ทำให้ประเทศเหมือนรถไฟตกรางไปถึง 10 ปี แต่การกระทำดังกล่าวถูกประเมินว่าเป็นเพียงความตั้งใจที่จะเบี่ยงประเด็นของกลุ่มการเมืองที่มีส่วนร่วมกับการรัฐประหาร ที่ไม่สามารถโต้แย้งด้วยเหตุผลและหลักการประชาธิปไตย จึงทำได้เพียงแค่สร้างวาทกรรมมาโจมตีทางการเมือง เบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นที่ล้วนแล้วแต่ไม่มีสาระสำคัญ

“หากมองย้อนจากปัจจุบันไปสู่ปาฐกถาในครั้งนั้น จะเห็นได้ถึงการเดินทางของประชาธิปไตยประเทศไทยมากยิ่งขึ้นว่าได้ถูกทำลายมาโดยตลอด โดยเฉพาะภายใน 20 ปีให้หลังมานี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องถูกรัฐประหาร รัฐธรรมนูญซ่อนกลไกของการสืบทอดอำนาจเผด็จการ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นความพยายามในการลดทอนความเป็นประชาธิปไตย แม้จะมีบาดแผลและความเจ็บปวดเกิดขึ้น แต่อุดมการณ์ประชาธิปไตยยังคงงดงามและเติบโตสู่คนรุ่นหลัง ดังเช่นทุกวันนี้ที่ยังคงมีการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง” พรรคเพื่อไทยระบุ

สำหรับปาฐกถาพิเศษ ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการประชุมประชาคมประชาธิปไตย อูลัน บาตอ มองโกเลีย 29 เม.ย. 2553 มีรายละเอียดดังนี้

ดิฉันขอเริ่มด้วยการขอบคุณท่านประธานาธิบดีแห่งมองโกเลียที่ได้เชิญให้ดิฉันมาปาฐกถาณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้

ดิฉันได้ตอบรับเชิญไม่เพียงเพราะดิฉันต้องการที่จะได้มีโอกาสเยือนมองโกเลียประเทศที่ประสบความสำเร็จในความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ได้มาเพียงที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยแต่ดิฉันเดินทางมาที่นี่เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมากและที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉันประเทศไทยที่ดิฉันรัก

ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมากและในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ สิทธิ เสรีภาพและความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือ ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพนั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพพวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน

มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่างๆจากปรากฏการณ์อาหรับสปริงค์ถึงช่วงผ่านเปลี่ยนในเมียนมาร์ภายใต้ผลักดันของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้

ในระดับภูมิภาคหลักการสำคัญๆในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ประชาธิปไตยและรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลงดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์

ในปี1997 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้วและจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหน ด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2006 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา

หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉันอาจบอกว่า เธอจะบ่นไปทำไม เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไปซึ่งหากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติหลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิกประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

คำว่า“ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมาแต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้าจนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อแต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ขอประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ

มีความชัดเจนว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย

ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

นี่คือความท้ายทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรมเจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ความมีประชาธิปไตยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองเกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ที่สำคัญดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนคนรวย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชนในระดับรากหญ้าเราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาสร้างโอกาสด้วยความรู้ และปลูกฝังวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของประชาชน

เมื่อประชาชนมีความรู้ประชาชนจะสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถปกป้องความเชื่อของตนจากผู้ที่ต้องการกดขี่และนี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยสนับสนุนข้อเสนอของมองโกเลียในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาและประชาธิปไตย

การลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็สำคัญเช่นกันมนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกันเราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างประชาธิปไตยของประเทศ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสร้างชีวิตที่ดีกว่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ดิฉันได้เริ่มต้นไว้หลายโครงการ รวมถึงการสร้างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิสาหกิจขนดกลางขนาดย่อม ในขณะที่ได้กำหนดมาตรการยกระดับรายได้ของเกษตรกร

และดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน

เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาลแต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ,

อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญการกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย

เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตยด้วยการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์และสร้างความร่วมมือหากประเทศใดก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน

ดิฉันขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนเวที่นี้เวทีนี้และการดำเนินงานของสภาบริหาร( GoverningCouncil ) เพื่อจะได้ช่วยให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นทั่วโลกนอกจากนี้ดิฉันขอชื่นชมประธานาธิบดีมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มความเป็นหุ้นส่วนเอเชียเพื่อประชาธิปไตย( Asian Partnership Initiative for Democracy ) และทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในส่วนนี้

ท่านผู้มีเกียรติ

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่าดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย

ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักษ์รักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไป

ขอบคุณค่ะ